[LiuFuku] By my side

posted on 19 Jul 2015 21:39 by uxmishiz in KnB directory Fiction

 

 

 

 

 

 

 

Title : By my side

Fandom : KnB

Pairing : Liu x Fukui

Rating : PG

หมายเหตุ : ฟิคประจำปีเรอะ // คิดว่าก็คงจะ OOC เหมือนเรื่องเดิมค่ะ // เรื่องนี้ต่อจาก Catch me if you can นะคะ อยู่ในบล็อคนี่แหละ ใครยังไม่เคยอ่านลองคุ้ยๆดู 5555555555

 

 

 

 

รถยนต์คันหรูแล่นผ่านกลางเมือง  ราคาที่สูงลิบลิ่วกับยี่ห้อยุโรปเป็นเครื่องประกันว่านอกจากประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ 800 แรงม้าแล้ว  ยังรวมไปถึงความสะดวกสบายของผู้ใช้งานอีกด้วย  เสียงรถยนต์บนท้องถนนด้านนอกดังกระหึ่มแต่ภายในห้องโดยสารกลับเงียบกริบ   ชายร่างสูงในชุดสูทสั่งตัดพอดีตัวนั่งอยู่คนเดียวบนเบาะหลังกว้างขวาง  เหว่ย  หลิวเอนศีรษะพิงเบาะ  หลับตาลงเงียบๆ  ประสานมือกันอยู่บนตัก  เกาะฮ่องกงที่นานๆ จะแวะมาสักครั้งต่อให้เวลาผ่านไปเท่าไหร่ก็ดูวุ่นวายอยู่เหมือนเดิม  คนเป็นหัวหน้าพรรคมาเฟียที่ต้องอยู่ท่ามกลางคนมากๆ แต่กลับไม่ชอบความเอะอะอึกทึกมาเจอบรรยากาศแบบนี้เข้าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกรำคาญ

 

เรื่องที่พรรคก็กำลังยุ่ง  ยังต้องบินจากจีนแผ่นดินใหญ่มาเจอความวุ่นวายที่นี่อีก  การติดต่อธุรกิจวันนี้แทนที่จะมีแต่ตัวแทนคู่ค้ามาคุยเรื่องสำคัญแล้วเซ็นเอกสารกันให้จบๆ ไป  อีกฝ่ายดันเตรียมจัดงานเลี้ยงใหญ่เอาไว้ทำไมก็ไม่รู้  น้ำหอมที่บรรดาสาวสวยทั้งหลายที่เจ้าพ่อฝั่งเกาลูนจัดเตรียมไว้ให้ยังติดอยู่ในจมูกให้รู้สึกวิงเวียนอยู่จนถึงตอนนี้

 

เหว่ย  หลิวหัวเสียจนไม่รู้จะพูดว่ายังไง  ทั้งต้องเจอกับเรื่องเหนื่อยๆ ประดาเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อน  ไหนจะรำคาญผู้คน  แถมยังมีความอ่อนเพลียจากการเดินทางดี  ที่ดีว่างานที่ต้องสะสางในวันนี้เป็นงานสุดท้าย  เมื่อเสร็จแล้วหลังจากนี้เขาก็จะมีเวลาได้หายใจหายคออยู่อีกพักหนึ่ง  ก่อนที่ชีวิตจะต้องกลับไปเจอกับความวุ่นวายอีกเหมือนเดิม

 

นัยน์ตาสีดำสนิทนิ่งลึกมองตึกรามบ้านช่องที่เคลื่อนผ่านสายตา  แม้รถจะมีหลายแรงม้าแต่มาอยู่ในเมืองใหญ่แบบนี้ก็ไม่ค่อยมีความหมาย  การจราจรวันนี้ไม่ติดขัดมาก  แต่ถนนก็ไม่ได้ว่างขนาดที่เครื่องยนต์ของเขาจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  ค่ำคืนหลังจากเสร็จงานหนัก  แม้ใจหนึ่งจะยากกลับที่พักเพื่อพักผ่อนเร็วๆ  แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าได้นั่งเฉยๆ มองการเคลื่อนไหวของผู้คนที่ไหลเรื่อยไปมาดั่งสายน้ำก็ดีอยู่เหมือนกัน

 

รถแล่นผ่านแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีชื่อดัง  ตรอกซอกซอยน้อยใหญ่  นักท่องเที่ยวเดินไปเดินมากันให้ควั่ก  เขาเคยผ่านมาแถวนี้เมื่อปีที่แล้ว   จะกี่เดือนกี่ปี  พื้นที่ตรงนี้ก็ยังคงคึกคักและเต็มไปด้วยชาวต่างชาติอยู่เหมือนเดิม 

 

 

เหว่ย  หลิวนั่งมองด้านข้างหน้าต่างรถไปเรื่อยๆ  แล้ววินาทีนั้น  สีเทาที่แล่นผ่านเข้ามาในดวงตาแวบหนึ่งทำให้ร่างสูงเด้งตัวจากเบาะที่พิงอยู่ขึ้นมานั่งตัวตรง

 

 

“หยุดรถ”

 

“??....ท่านหลิว?”

 

“ฉันสั่งให้หยุดรถ”

 

 

ไม่ต้องรอให้พูดเป็นรอบที่ 3  คนขับตบไฟเลี้ยวแล้วพารถคันหรูเข้าจอดข้างทางทันที  เหว่ย  หลิวยังหน้านิ่งขณะที่มือแตะเข้ากับที่เปิดประตูพลางสั่ง

 

 

“ฉันจะลงไปเดินเล่นแถวนี้หน่อย  กลับไปได้เลย  ไม่ต้องรอ”

 

“หา!!  แต่ท่านครับ!”

 

 

เป็นครั้งแรกที่คนขับรถที่นั่งจะไร้ปากเสียงเหมือนหุ่นเชิดอยู่ตลอดเวลาของเขาร้องเสียงหลง  มองหน้าบอดี้การ์ดอีกคนที่นั่งมาคู่กันเลิกลั่ก

 

 

“ถ้าอย่างนั้นให้เฉินโทรเรียกคนมาคุ้มครอง.....”

 

“ไม่ต้อง  ฉันจะลงไปคนเดียว”

 

“แต่.....”

 

“อยากขับรถกลับโรงแรมเอง หรืออยากให้เฉินโทรเรียกคนมาแล้วพาพวกนายกลับโรงแรมแบบใส่ถุงไป”

 

 

ดวงตาสีดำสนิทเหมือนหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้นนั้นเย็นเฉียบจนคนสนิททั้ง 2 ถึงกับหุบปากเงียบไม่กล้าพูดอะไรอีก  ได้แต่มองดูนายกระชับเสื้อสูท  เปิดประตูลงจากรถไปจนกระทั่งร่างสูงโปร่งนั้นกลืนหายไปกับผู้คน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฟุคุอิ  เคนสุเกะปัดมือที่เกาะไหล่เขาให้ตกลงสู่พื้นพร้อมๆ กับร่างอ้วนคลุ้งกลิ่นเหล้าที่บัดนี้สิ้นสติไปแล้วเรียบร้อย  เบ้ปากนิดๆ พลางใช้มือปัดเนื้อตัว 

 

แบกตาลุงนี่มาตั้งแต่หน้าร้านเหล้าจนกระทั่งถึงตรอกเล็กๆ ที่เปลี่ยวผู้คน  เปลืองพลังงานไปไม่ใช่น้อย  แถมไอ้ตัณหากลับนี่ยังมืออยู่ไม่สุขอีกต่างหาก  ทั้งประคองร่างหนักๆ มาด้วยความลำบาก  ทั้งต้องคอยหลบมือปลาหมึกที่คอยแต่จะจับนู่นลูบนี่บนตัวเขาไปทั่ว  ฟุคุอิมองร่างที่กองอยู่กับพื้นด้วยสายตาวาววับ 

 

 

ใช้แรงไปตั้งขนาดนี้  ขอค่าเหนื่อยเยอะหน่อยแล้วกัน 

 

 

ลิ้นเล็กแลบเลียริมฝีปาก  ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างๆ แล้วเริ่มลูบไปสำรวจตามตัวผู้ชายร่างใหญ่เพื่อหาของที่ต้องการ  พองัดกระเป๋าสตางค์ใบอ้วนออกมาได้ก็เปิดดูข้างในแล้วผิวปากหวือ

 

ธนาบัตรดอลล่าห์ฮ่องกงยัดไว้ข้างในปึกหนึ่ง  ทำให้เขาสามารถกินอยู่อย่างหรูหราบนเกาะฮ่องกงนี่ได้เป็นอาทิตย์  หรือถ้าจำกัดจำเขี่ยหน่อยก็อาจจะพออยู่ได้ถึงเดือน  มันต้องอย่างนี้สิ  ถึงจะค่อยคุ้มกับที่ออกแรง

 

ฮัมเพลงในลำคอไปพลางนับเงินไปด้วยอย่างเป็นสุข  แต่แล้วก็รู้สึกได้ถึงร่างของใครบางคนก็ขยับเข้ามายืนด้านหลัง  ปิดแสงสว่างที่ส่องมาจากถนนใหญ่จนเกิดเงาทอดทับร่างของเขาได้ทั้งตัว  ฟุคุอิสะดุ้งเฮือก  ใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม  ตอนเดินเข้ามาว่าสำรวจดีแล้วนะว่าแถวนี้ห่างไกลจากสายตรวจ  อุตส่าห์ได้เงินเป็นก้อนทั้งที  หรือวันนี้จะเป็นวันซวยของเขากันแน่วะ

 

ปรับสีหน้าให้เป็นร้อนลน  ปั้นสีหน้าให้เหมือนพลเมืองดีที่บังเอิญเจอคนเมาล้มอยู่แล้วอยากเข้ามาช่วยเหลือ  แต่พอหันกลับไปมองเจ้าของเงาใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง  หน้ากากที่ว่าแปะติดกับใบหน้าตัวเองอย่างมืออาชีพแล้วกลับเลื่อนหลุดอย่างไม่เป็นท่า  และสีหน้าจริงของฟุคุอินั้นซีดขาวยิ่งกว่าเห็นผีเสียอีก

 

 

“แหง่ะ.....”

 

 

หัวขโมยตัวดีเงยหน้ามองร่างสูงที่ไม่เห็นมาเป็นปีจนลืมไปแล้วว่ายังมีชีวิตอยู่  มาเฟียจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เคยทำให้เขาฝันร้ายอยู่เป็นอาทิตย์ตอนเจอกันครั้งแรกคราวนั้น  ทั้งๆ ที่คิดว่าชีวิตคงไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีกแล้ว  แต่ทำไมคนๆ นี้ถึงมายืนอยู่ตรงหน้าเขาได้อีก!!!

 

 

 

 

เหว่ย  หลิวมองใบหน้าเผือดสีของคนตัวเล็กกว่าที่อยู่ตรงหน้าแล้วยกยิ้มขึ้นมาอย่างพึงพอใจ

 

 

 

“สวัสดี  ฟุคุอิ  เคนสุเกะ”

 

 

 

.

.

.

.

.

.

.

 

 

 

ผู้คนหนาแน่น

เนื้อตัวเบียดเสียดจนแขนชนแขน

บรรยากาศควันขโมง

เสียงตะหลิวกระทบกับกระทะดังโฉ่งฉ่าง

ภาษาจีนโล้งเล้งดังอยู่รอบตัว

 

 

 

ฟุคุอิ  เคนสุเกะนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ท่ามกลางคนตัวใหญ่ที่ประกบซ้ายขวา  ข้างหนึ่งเป็นตาลุงที่ไม่เคยรู้จัก  ส่วนอีกข้างเป็นมาเฟียร่างสูงที่พาเขามาวางไว้บนเก้าอี้ตัวนี้ตั้งแต่เมื่อ 15 นาทีที่แล้ว  ทั้ง 2 คนกำลังก้มหน้าก้มตาพุ้ยข้าวเข้าปากไม่มองหน้าใคร  มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่มีทั้งข้าวทั้งกับวางอยู่ตรงหน้าแต่ทานอะไรไม่ลงเพราะโดนจับมานั่งอยู่แบบนี้เป็นร้านที่ 3 แล้ว

 

 

 

มันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง!!!!!!!!!!!

 

 

 

ฟุคุอิกรีดร้องอยู่ในใจเป็นภาษาญี่ปุ่น  

 

หลังจากเจอกันในตรอกนั่น  เขาก็ถูกลากแขนออกมาโดยที่ไม่บอกกล่าวสักคำว่าจะพาไปที่ไหน  ทีแรกนึกว่าจะถูกจับส่งตำรวจซะแล้ว  แต่ที่ไหนได้  มาเฟียที่ดูท่าว่าวันนี้จะกินยาผิดซองกลับพาเขาลัดเลาะไปตามทาง  ถามคำนึงว่าร้านอาหารที่อร่อยและใกล้แถวนี้ที่สุด  พอฟุคุอิหลุดปากบอกออกไปเพราะเผลอตัวและยังตามเรื่องราวไม่ทัน  ข้อมือที่ถูกมือใหญ่จับอยู่ก็โดนดึงให้เดินตามอย่างไม่ปรานีปราสัยจนกระทั่งหยุดอยู่หน้าร้านอาหารที่เขาเพิ่งเอ่ยชื่อออกจากปากเมื่อครู่นี้ในที่สุด 

 

ฟุคุอิยังงุนงงอยู่ในตอนที่อีกฝ่ายมองเมนูหน้าร้านแล้วพยักหน้าทีหนึ่งก่อนจะลากแขนเขาเข้าไปด้านใน  กดไหล่ให้นั่งลงบนเก้าอี้  จัดการสั่งอาหารโดยไม่ถามความเห็นของเขาสักคำ  พอของที่สั่งมาถึงก็ก้มหน้าก้มตากิน  ทิ้งให้ฟุคุอิก้มมองอาหารส่วนของเขาที่อีกฝ่ายถือวิสาสะสั่งเผื่อมาให้ด้วยก่อนจะต้องเริ่มต้นกินอย่างไม่มีทางเลือก

 

อิ่มจากร้านแรกเช็คบิลเสร็จสรรพ  (ด้วยเงินของเขา!!!! เห็นแก่พระเจ้าเถอะ!! ให้ตายสิ  นั่นมันเงินของเขา! เงินที่เขาเพิ่งลอกคราบตาลุงมาได้เมื่อกี้นี้เลย!! ไอ้หมอนี่ออกจะรวยแต่ไม่มีเงินติดตัวสักดอลเดียวเลยหรือไงวะ!)  ท่านหัวหน้าแก๊งค์มาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ก็ลากแขนเขาออกจากร้าน  หันซ้ายหันขวาเดินเข้าร้านต่อไปโดยไม่สนเสียงโวยวายของฟุคุอิเลยแม้แต่นิดเดียว  เข้าไปถึง  นั่งกิน  จ่ายเงิน  เดินออก  ทำแบบนี้เป็นวงจรซ้ำกันเหมือนกับที่แรกเป๊ะต่างกันแค่ตรงที่เปลี่ยนร้านเท่านั้น  และเหว่ย  หลิวก็พาเขาเข้ามานั่งในร้านนี้เป็นร้านที่ 4 แล้ว

 

 

บะหมี่แห้ง  เกี๊ยวน้ำ  ติ่มซำ  ข้าวต้ม  ยังไม่นับชาไข่มุกร้านขึ้นชื่อที่ถือติดมือมาดูดเล่นด้วยระหว่างที่เดินหาเมนูต่อไป  ฟุคุอิเหลือบตามองร่างที่แม้จะสูงโปร่งแต่ก็ดูผอมไร้พุงของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วนึกสงสัยว่ามันกินแล้วเอาไปเก็บไว้ที่ไหนกัน  ดูจากสปีดการคีบกับข้าวเข้าปากแล้วเหมือนว่าเหว่ย  หลิวจะยังทานต่อไปได้เรื่อยๆ  ส่วนเขาน่ะเหรอ  จอดตั้งแต่ร้านที่ 2 แล้ว

 

 

“ไม่เอาแล้วเหรอ  ทำไมทานน้อยจัง”

 

 

ชายหนุ่มพยักเพยิดไปยังถ้วยน้ำต้มที่ไร้การแตะต้องของฟุคุอิ  และนี่คือคำพูดคำแรกหลังจากอีกฝ่ายพาเขาออกมาจากตรอกนั่น

 

 

“ฉันกินเพื่ออยู่  ไม่ได้อยู่เพื่อกิน  แค่ข้าวนิดเดียวพอประทังท้องให้ไม่หิวได้แค่นั้นก็พอแล้ว”

 

 

ทำเหมือนทุกวันจะมีเงินกินข้าวเหลือเฟือซะที่ไหน....ไม่ได้รวยเหมือนใครบางคนนี่ 

 

ฟุคุอิพึมพำต่อ  แล้วก็คิดได้ว่าตั้งแต่ร้านที่ผ่านมาจนถึงร้านนี้  หมอนี่ใช้เงินเขาจ่ายหมดเลยนี่หว่า  แถมปริมาณการกินเหมือนตายอดตายอยากจากไหนมาหลายอาทิตย์อย่างนี้.....หรือว่าอาชีพมาเฟียนี่มันจะถังแตก  ไม่ได้รวยเหมือนอย่างที่เขาคิดไว้วะ

 

 

คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือก  มองเงินในกระเป๋าหนังสีดำ (ของตาลุง) ปลิวออกไปทุกครั้งที่อีกฝ่ายเรียกเก็บเงินอย่างสิ้นหวัง

 

 

 

 

“ต่อไปจะเอาเป็นร้านไหนดี”

 

“ยังจะกินอีกเรอะ!!!!!!”

 

 

เหว่ย  หลิวขยับยิ้มมุมปากน้อยๆ เมื