[One Shot] เรื่องเล่ายามค่ำคืนของคิริซากิไดอิจิ

 

Fandom :: Kuroko no Basuke

Pairing :: Hanamiya x Kuroko

Rating :: PG

Story by :: CoffeeMate in D

หมายเหตุ :: ขอซักเรื่องเถอะ  ทนไม่ไหวแล้วค่ะ TvT

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ฉันว่าค่ายนี้มันมีผี”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“หา?”

 

 

วงล้อมเล่นไพ่เพื่อกระชับความสัมพันธ์และพัฒนาสมอง (ตามที่ฮาระอ้าง) ของคิริซากิไดอิจิเงยหน้าขึ้นมาจากไพ่ในมือเพื่อมองหน้าคนที่อยู่ๆ ก็โพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  ยามาซากิ  ฮิโรชิ ตำแหน่งชู้ตติ้งการ์ด....เจ้าของประโยคที่ทำให้อึ้งกันไปทั้งห้องยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยหากเคร่งเครียด  บ่งบอกให้รู้ว่าที่พูดออกมานั่นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

 

 

“พูดบ้าอะไรของนายวะ  ยามาซากิ”

 

 

เซโตะ  เคนทาโร่ถามเหมือนไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่  มือหนึ่งยื่นลงไปจั่วไพ่ 2 ใบขึ้นมาจากกอง

 

 

“จริงๆ นะ   ฉันคิดมานานแล้วว่าที่นี่มันแปลกๆ”

 

“แปลกยังไง?”  ฮาระ คาซึยะถามขึ้นมาบ้าง

 

“ไม่รู้สิ  อธิบายไม่ถูก  แต่พวกนายไม่รู้สึกอะไรกันบ้างรึไง”

 

 

ยามค่ำคืนกลางฤดูร้อน  เสียงจิ้งหรีดดังระงมจนรู้สึกหนวกหู  ห้องญี่ปุ่นกว้างขวางพอที่จะให้ชายฉกรรจ์จำนวน 5 คนนอนอัดกันได้อย่างไม่รู้สึกอึดอัดเท่าไหร่นัก  ที่พักนี้ค่อนข้างกลางเก่ากลางใหม่  สไตล์ญี่ปุ่นโบราณเหมือนออนเซ็นทั่วไป  มีประตูบานเลื่อนกั้นส่วนที่เป็นห้องนอนกับระเบียงทางเดิน  ไฟสีส้มสลัวให้ความรู้สึกผ่อนคลาย  แต่ก็ทำให้รู้สึกวังเวงด้วยในเวลาเดียวกัน

 

ขณะนี้พวกเขากำลังอยู่ระหว่างการเข้าค่ายฤดูร้อน  เก็บตัวเพื่อฝึกซ้อมบาสเก็ตบอลเป็นเวลา 5 วัน 4 คืน  ค่ายถูกจัดขึ้นจากการร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนทั้งหมดในแถบคันโตที่เข้าร่วม Winter cup ปีที่แล้ว  แม้จะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่  แต่ผู้ดำรงตำแหน่งโค้ชควบคู่กับกัปตันทีมอย่างฮานามิยะ  มาโคโตะเล็งเห็นว่านี่คือโอกาสที่ดีที่จะได้ล้วงความลั------เอ่อ------เก็บข้อมูลโรงเรียนคู่แข่งร่วมตารางที่ยังไงก็ต้องเจอกันอีกในการแข่งขันครั้งต่อไป  คิริซากิไดอิจิจึงตกลงเข้าร่วมกันเก็บตัวครั้งนี้ด้วย  แม้จะต้องอยู่ท่ามกลางบรรยากาศและสายตาที่ไม่เป็นเท่าไหร่มิตรนักของโรงเรียนอื่นก็ตาม  (ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในโรงเรียนทั้งหมด  ทีมที่ส่งจิตอาฆาตมาให้พวกเขารุนแรงที่สุดก็คือเซย์ริน)

 

มันเป็นเรื่องปกติที่ชินเสียแล้วกับการพบเจอ  ด้วยชื่อเสียงที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ที่พวกเขาร่วมด้วยช่วยกันสร้างตลอดการแข่งขันที่ผ่านมา  มันก็เป็นธรรมดาที่จะต้องถูกมองด้วยสายตาโกรธแค้น  แต่แม้ถูกแยกออกไปฝึกซ้อมกับกลุ่มอื่นๆ  หรือแม้แต่ในตอนที่พวกเขาต้องเข้าฐานฝึกแบ่งตามตำแหน่ง  ก็ดูเหมือนจะไม่มีคนไหนที่ดูสะทกสะท้านกับการโดนจิตสังหารทิ่มแทงมาจากทุกทิศทุกทางเลยแม้แต่น้อย  ไม่รู้จะบอกว่าเตรียมใจมาดีหรือเป็นพวกด้านชากันแน่

 

แต่เรื่องนั้นขอยกเอาไว้ก่อน  ปัญหาจริงๆ ตอนนี้ไม่ใช่สายตาจากคนที่เห็นตัวเป็นๆ อยู่ตรงหน้า  แต่เป็นอะไรบางอย่างจากสิ่งที่มองไม่เห็นต่างหาก

 

 

“ฉันสังเกตมาหลายคืนแล้ว  ทุกครั้งที่เรานอนกัน  มันเป็นความรู้สึกแปลกๆ  เหมือนมีใครที่ไม่ใช่พวกเราอยู่ในห้องด้วยก็ไม่รู้”

 

“หา?”  ฮาระเลิกคิ้ว......แต่ไม่มีใครมองเห็นหรอก  เพราะมันถูกผมหน้าม้าสีเทานั่นบังเสียมิดหมดแล้ว  “ไร้สาระน่า  โรงแรมบ้านี่ถึงจะเก่าแต่การรักษาความปลอดภัยก็ดีใช้ได้  อีกอย่างถ้ามีอะไรหายไปจริงๆ พวกเราก็ต้องรู้สิ”

 

“ก็ไอ้ที่ฉันพูดถึงมันไม่ได้หมายถึงพวกขโมยยังไงเล่า!!!”

 

“ฉันไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย”

 

“นั่นก็เพราะว่าพอหัวถึงหมอนเมื่อไหร่นายก็หลับเป็นตายทุกทียังไงละวะ!!! ไอ้บ้าเซโตะ!!!”

 

 

โหวกเหวกโวยวายกันอยู่พักหนึ่ง  คนที่นั่งเงียบๆ มาตลอดก็เอ่ยขึ้นเบาๆ

 

 

“.........ฉันก็รู้สึกเหมือนกันนะ”

 

 

ฟุรุฮาชิ  โคจิโร่....Small Forward ประจำทีมผู้มีสีหน้าเรียบเฉยและดวงตาเหมือนปลาตายอยู่ตลอดเวลาเป็นเจ้าของประโยคนั้น  ดวงตาทุกคนหันกลับมามอง  ไพ่ที่เล่นค้างไว้เป็นอันต้องถูกพักลงกลางคัน  เพราะคำพูดของยามาซากิอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องไร้สาระเสียแล้ว  ในเมื่อมีคนที่รู้สึกได้มากกว่า 1 คน

 

 

“หมายความว่าไง  ฟุรุฮาชิ”

 

“มีอยู่คืนนึงฉันบังเอิญตื่นขึ้นมา  ได้ยินเสียงเปิดประตูเลยหรี่ตามองว่ามีใคร  มันมีแต่ห้องโล่งๆ  ไม่เห็นอะไรเลย  ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าเดินไปเดินมา  แถมบางทียังได้ยินเสียงซุบซิบเหมือนคนคุยกันอยู่ในห้องด้วย”

 

“เหวอ   เอาจริงดิ่”

 

“จะว่าไป......”

 

 

ฮาระที่เมื่อครู่นี้เพิ่งพูดไปหยกๆ ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ  แต่ตอนนี้เหมือนกับว่าจะนึกอะไรสักอย่างออกได้ขึ้นมาบ้างแล้ว

 

 

“ขวดน้ำที่ฉันวางไว้หัวเตียงไม่คืน  ตื่นขึ้นมามันดันเปลี่ยนที่ด้วย”

 

“ไม่ใช่ว่านายละเมอปัดมันเองหรอกเหรอ”

 

“ไม่ใช่โว้ย  มันไม่ได้ล้ม!  แค่เปลี่ยนที่!  นายเข้าใจไหม  จากซ้ายไปขวา  ทั้งๆ ที่ขวดน้ำนั่นมันก็ยังตั้งอยู่เหมือนตอนที่ฉันวางมันแต่แรกนั่นแหละ”

 

 

ความเงียบเกิดขึ้นอย่างกะทันหันชั่วครู่หนึ่ง  ก่อนที่ทุกๆ คนในวงล้อมนั้นจะขนลุกซู่ขึ้นมาพร้อมกัน

 

 

“แปลกๆ แล้วนะแบบนี้”  ฮาระพึมพำ

 

 

“สรุปว่าพวกนายทุกคนเจอกันหมด?”  เซโตะเลิกคิ้ว

 

“ฉันบอกแล้วว่ามันมีอยู่จริงๆ”  ยามาซากิที่เป็นคนเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาตั้งแต่แรกแสดงจุดยืน

 

“แต่มีอยู่คนนึงในห้องเราที่ตั้งแต่แรกจนป่านนี้ยังเงียบอยู่ไม่ใช่เหรอ”  เซโตะพูดขึ้นมาอีกครั้ง  “ทำไมพวกนายไม่ลองถามหมอนั่นดูบ้างล่ะ”

 

 

ว่าแล้วเซ็นเตอร์ของคิริซากิไดอิจิก็หันไปหาอีกหนึ่งสมาชิกที่ไม่ได้มาร่วมวงสนทนาด้วยและนั่งเช็คอะไรบางอย่างในมือถือเงียบๆ อยู่ตรงมุมห้องด้านในมาตั้งแต่ต้น

 

 

 

“ว่าไง  ฮานามิยะ  อยู่นี่มา 3 คืนนายเจออะไรกับเขาบ้างไหม”

 

 

“หา?”

 

 

คนถูกเรียกเงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์มือถือทำหน้าเหมือนจะไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่  เขาเป็นเด็กหนุ่มผมสีดำ  ผิวขาวจัดเหมือนลูกคุณหนูแต่มีกล้ามเนื้อกระชับแน่นตามแขนขาเหมือนอย่างที่นักกีฬาที่ดีควรจะมี  ต่อให้นับเรื่องคิ้วที่เป็นเอกลักษณ์แล้วก็ยังต้องถือว่าฮานามิยะ  มาโคโตะเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีอย่างหาตัวจับยากคนหนึ่งทีเดียว  การเรียนก็อยู่ในระดับท็อป  คนที่เรียกได้ว่าเป็นมันสมองของทีมบาสคิริซากิไดอิจิ  แต่นอกจากลักษณะนิสัยที่สุภาพเรียบร้อยซึ่งเป็นเพียงหน้ากากภายนอกแล้ว  ฮานามิยะยังมีอีกด้านหนึ่งที่เป็นตัวร้ายขนาดเรียกกันในวงการบาสเก็ตบอลว่าเป็น “แบดบอย”  ผู้ชายร้ายกาจที่มีความสุขกับการได้เห็นความทุกข์ของคนอื่น  ตัวการที่ทำให้ทีมบาสของคิริซากิไดอิจิถูกเรียกได้ว่าขึ้นชื่อเรื่องการเล่น “Rough Play” ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน....เขานี่แหละ

 

ฮานามิยะดูไม่ค่อยสบอารมณ์นักที่ถูกขัดจังหวะแถมยังโดนลากเข้าไปอยู่ในวงสนทนาที่เขาไม่ได้สนใจ  ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายๆ แบบที่คนร่วมทีมเห็นกันจนชิน  พอๆ กับที่ชินรอยยิ้มสุภาพเหมือนเด็กหนุ่มที่นิสัยดีมีกาลเทศะที่อีกฝ่ายมีให้กับพวกอาจารย์หรือคนอื่นๆ ในโรงเรียนนั่นแหละ

 

 

“เฮอะ!  ผีเผอที่ไหน  ไร้สาระ”

 

“ฉันว่าแล้ว  หมอนี่ไม่เจออะไรหรอก”  ฮาระยักไหล่  “ผีที่ไหนจะกล้าหลอกฮานามิยะ  ถ้ากล้าก็คงเป็นผีที่โง่น่าดู”

 

“เฮ้ย!  หมายความว่าไงวะ”

 

“ฉันก็ว่างั้นแหละ”

 

“ฉันก็เหมือนกัน”

 

 

กลับกลายเป็นว่าทุกคนดันมีความคิดเห็นตรงกันไปเสียอย่างนั้น  ฮานามิยะรู้สึกหงุดหงิดจนต้องจิ๊ปาก

 

 

“ชิ!  เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถอะ  พวกแกนอนกันได้แล้ว  วันพรุ่งนี้จะมีมินิเกม  ถ้าใครคนใดคนหนึ่งในพวกแกทำให้ทีมเสียชื่อละก็  กลับไปโดนฝึกพิเศษแน่”

 

“โหดเหมือนเคย”

 

 

ยามาซากิพึมพำเบาๆ 

 

 

พอเหลือบดูเวลา  นาฬิกาที่แขวนอยู่ตรงข้างฝาก็บอกว่าตอนนี้เลยเที่ยงคืนมาเยอะมากแล้วจริงๆ  ด้วยนิสัยของเด็กมัธยมปลาย  ต่อให้พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าแค่ไหนแต่ก็คงไม่มีทางที่จะนอนหัวค่ำกันเป็นแน่  แต่ความเหน็ดเหนื่อยจากการเข้าค่ายที่สะสมกันมาหลา