[AkaFuri] Never EVER IV

posted on 13 Apr 2015 21:43 by uxmishiz in AkaFuri directory Fiction

 

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

 

 

 

 

 

Never EVER 

 

Akashi x Furihata 

 

 

 

 

IV

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรือนร่างขาวกระจ่างที่บิดเร้าทุกครั้งที่ปลายนิ้วแตะต้อง  สัมผัสหนักเบาเรียกเสียงครางเครือให้หลุดลอดออกจากกลีบปากที่แดงช้ำด้วยจูบที่แลกเปลี่ยนกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง   ดวงตาเป็นประกายราวกับมีดาวดวงใดสักดวงถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในนั้น  จังหวะขยับเคลื่อนไหวที่สอดประสานกันอย่างเป็นธรรมชาติ  เขากอดอีกฝ่ายไว้เมื่อได้ยินเสียงหวีดร้องดังที่ข้างหู  ใช้ความเร็วนำพาเราทั้งคู่ไปจนถึงปลายทาง

 

 

 

 

 

 

อาคาชิลืมตาขึ้น  มองเห็นเพดานสีเรียบที่คุ้นตา  เขาใช้แขนข้างหนึ่งยันตัวเองลงกับที่นอนแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง  มองดูท้องฟ้าด้านนอกที่ยังมืดสนิทผ่านช่องว่างของม่านหน้าต่าง  หันมองนาฬิกาที่วางอยู่ปลายเตียงก่อนจะพบว่าเขาลืมตาตื่นเร็วกว่าที่ควรจะเป็นร่วมชั่วโมง

 

ปลายนิ้วเสยผมชื้นเหงื่อขึ้น  ยังมีเวลามากพอที่จะนอนอีกรอบ  แต่เมื่อลืมตาตื่นแล้วการนอนเป็นครั้งที่ 2 ก็ไม่อาจทำได้  อีกทั้งความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจยังทำให้เขารู้สึกสงบใจไม่พอที่จะล้มตัวลงนอนต่อ  อาคาชิสะบัดผ้าห่มออกแล้วลุกขึ้นจากเตียง  คว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

 

สายน้ำเย็นๆ ทำให้ตาสว่างมากขึ้นและความรู้สึกนึกคิดต่างๆ กลับมาเฉียบคมเช่นเดิม  เขาเดินออกมาทั้งที่หัวยังเปียกชื้น  ท่อนบนเปลือยเปล่า  มีเพียงด้านล่างที่ใส่กางเกงวอร์มสำหรับการวิ่งในตอนเช้าอยู่เท่านั้น   อาคาชิคว้าขวดน้ำที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมาดื่ม  ก่อนจะหาเสื้อสวมแล้วเดินออกจากห้อง

 

 

ยังเช้าเกินกว่าที่จะวิ่ง  แต่ความเงียบสงบแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่อาคาชิรู้สึกชอบใจเช่นกัน  ลมหนาวบาดผิวแต่ทำให้รู้สึกดี  อากาศเย็นที่ไหลเข้าปอดช่วยขับไล่ความรู้สึกไม่สงบใจที่เป็นอยู่ให้หายไปได้ไม่มากก็น้อย

 

 

ไม่บ่อยนักที่อาคาชิจะรู้สึกหงุดหงิดหลังตื่นขึ้นมาจากความฝัน  มันอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กผู้ชายที่พัฒนาเข้าสู่วัยรุ่นและมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย   แค่กระบวนการปลดปล่อยความตึงเครียดของร่างกายที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ  แต่เนื้อหาที่อยู่ในความฝันนั่น  มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดจนเกินจะทน

 

 

ผิวขาวกระจ่างที่แดงก่ำขึ้นด้วยความหฤหรรษ์

ผมสีน้ำตาลที่กระจายเต็มหมอน

ริมฝีปากแดงก่ำจากจูบนับสิบนับร้อยครั้ง

ดวงตาฉ่ำน้ำ

เสียงที่เอ่ยเรียกชื่อเขา

 

 

อาคาชิรู้ดีว่านั่นไม่ใช่แค่ความฝันที่สมองสร้างขึ้นเองเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกทางเพศที่อัดแน่นไร้ทางออก  หากแต่คือความทรงจำ

 

 

ในขณะที่เขาจมดิ่งลงสู่เบื้องลึกของจิตใจและมี ‘ตัวเขาอีกคน’ ออกมาทำหน้าที่แทนนั้น   ตัวตนของเราทั้งคู่ไม่ได้ขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิง  เป็นดั่งวงกลมที่ทับซ้อน  สามารถรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ  แบ่งปันความทรงจำซึ่งกันและกัน  สิ่งใดที่อีกฝ่ายพบเจอ  เขาที่อยู่ภายในนั้นก็ร่วมรู้เห็นด้วย  เพียงแต่  แม้จะทับซ้อน...หากไม่ได้เชื่อมต่อ  หัวใจของเขาจึงยังคงเป็นของเขา  เราไม่ได้ใช้หัวใจดวงเดียวกัน

 

เพราะเหตุนี้  ถึงตลอดเวลาที่ผ่านมา อาคาชิ  เซย์จูโร่ “คนนั้น” จะมีความรู้สึกลึกซึ้งให้กับใครสักเพียงใด  เขาก็ไม่อาจมีความรู้สึกกับคนๆ เดียวกันเช่นนั้นได้  อาคาชิ  เซย์จูโร่  “คนนี้”  มีเพียงความทรงจำ....แต่ไม่มีความรัก

 

 

ถึงกระนั้น.....เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย

 

 

เนื่องจากมีความทรงจำร่วมกัน  อาคาชิถึงรู้ดีว่าตัวเขาอีกคนนั้นมีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร  เพราะถูกสร้างขึ้นเพื่อปกปิดความอ่อนแอ  จึงแข็งกร้าวและเย็นชา  ไม่เคยไว้ใจใคร  ใช้คนรอบข้างเป็นหมาก  ใครที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งแม้แต่พ่อแม่ก็จะไม่ละเว้น  เด็ดขาด  และเป็นผู้ควบคุมอย่างแท้จริง

 

จากความทรงจำ....คามก้าวร้าวนั้นถูกใช้กับฟุริฮาตะเพียงครั้งเดียวเท่านั้น  แล้วอะไรทำให้ตัวเขาอีกคนเปลี่ยนไป  อะไรที่ทำให้ฟุริฮาตะได้รับการยกเว้น  ได้รับอนุญาตให้สัมผัสทั้งร่างกายและหัวใจ  สิ่งที่ตัวเขาอีกคนอนุญาตให้ฟุริฮาตะทำได้นั้นมันมากมายเกินไปเสียจนเป็นสาเหตุให้เขาต้องเอ่ยปากบอกอีกฝายอย่างชัดเจนตั้งแต่ในวินาทีที่ลืมตาขึ้นว่าไม่อาจทำให้เช่นนั้นได้

 

เพราะเป็นคนที่ ‘ตัวเขาอีกคน’  ให้ความสนใจมากขนาดนั้น  ย่อมไม่แปลกที่อาคาชิจะรู้สึกสนใจตามไปด้วย  แต่หลายสิ่งหลายอย่างเป็นข้อจำกัดที่เขาไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายได้มากเท่ากับคนเก่า  ซึ่งเขาก็สารภาพตามตรงเช่นนั้นเพื่อทำความเข้าใจกับฟุริฮาตะให้ชัดเจนตั้งแต่แรก  แต่อีกฝ่ายกลับร้องไห้ออกมา

 

 

อาคาชิได้แต่มองน้ำตานั้นโดยไม่สามารถทำอะไรได้  เพราะเขาคือเขา  ไม่ใช่อีกคนหนึ่งที่บัดนี้ถอยลงไปสู่มุมลึกของจิตใจ  คนที่ร้องไห้อยู่ตรงหน้าเขาในวันนั้นเปรียบเสมือนคนรักของน้องชายฝาแฝดที่แม้จะเคยเห็นหน้าแต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าสนิทชิดเชื้อ  ความผูกพันมันต่างกัน  ความรู้สึกก็ต่างกัน  เขาจึงทำได้แค่มองน้ำตานั้นไหลลงมาจากข้ามแก้มอย่างน่าเสียดายโดยที่ไม่ได้ยื่นมือเข้าไปทำอะไรเลย

 

แน่นอนว่าอาคาชิมีความสนใจในตัวฟุริฮาตะ  แต่ตัวเขาคนนี้ไม่ได้มีนิสัยชอบบีบบังคับให้ทุกอย่างเป็นได้ดั่งใจเหมือนเช่นอีกคน

 

เขาไม่คิดจะผลักไส  แต่ก็ไม่คิดจะรั้งไว้เช่นกัน  ดังนั้น  เมื่ออีกฝ่ายต้องการที่จะยุติความสัมพันธ์  อาคาชิจึงปล่อยมือให้ไปโดยไม่เอ่ยคัดค้านอะไรแม้แต่คำเดียว

 

 

แล้วทำไมใครๆ ต่างก็ทำราวกับว่าเขาเป็นคนผิด

 

 

ใช่ว่าอาคาชิจะมองไม่เห็นสายตาราวกับจำกล่าวโทษของคุโรโกะ  ความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยของคิเสะ  ความโกรธของคางามิ  ยิ่งไปกว่านั้นคือสายตาของฟุริฮาตะ

 

 

มันไม่มีความแค้นเคืองอยู่ก็จริง  แต่เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกโหยหาบางสิ่งบางอย่าง  ดูราวกับลูกหมาที่ถูกทิ้ง  สายตาที่ทำให้อาคาชิรู้สึกอึดอัดและไม่สามารถทนมองได้นานเลยสักที

 

 

 

ร่างสมส่วนยกผ้าขนหนูที่พาดอยู่กับคอขึ้นซับเหงื่อ  การวิ่งในเช้าวันนี้จบลงเร็วกว่าทุกวัน  เขามีเวลาเหลือมากพอที่จะอาบน้ำอีกรอบ  ทานอาหารเช้า  จัดการเรื่องตารางฝึกซ้อม  ก่อนจะออกจากหอนอนเร็วกว่าเวลานัดซ้อมทีม 1 ตอนเช้าถึง 20 นาที

 

 

ภาพที่ฝันเมื่อคืนย้อนกลับเข้ามา  พร้อมกับความสงสัยที่ยังคงติดอยู่ในใจ  เขาสูดลมหายใจลึกๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะปัดมันออกไปจากความคิด

 

 

กลางเดือนหน้ามีนัดเล่นสตรีทบาสที่โตเกียวอีกครั้ง  ถึงตอนนั้น  ค่อยใช้เวลาในการหาคำตอบไปเรื่อยๆ ก็ยังทัน

 

 

 

 

 

 

.........................................................................

 

 

 

 

 

 

ด้วยความที่ต่างฝ่ายต่างมีธุระของตัวเอง  อีกทั้งยังมีเรื่องของระยะทางและความสะดวกต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง  การนัดเล่นสตรีทบาสด้วยกันเช่นนี้จึงเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก  อย่างเก่งก็เดือนละ 1  ครั้งหรือไม่ก็ 2 เดือนครั้ง  นับตั้งแต่เลิกกัน  ทั้งเขาและอีกฝ่ายต่างก็ตัดการติดต่อกันไปโดยสิ้นเชิง  การเล่นสตรีทบาสจึงเป็นโอกาสเดียวสำหรับอาคาชิที่จะมองหาคำตอบของสิ่งที่สงสัย  และมันเป็นโอกาสเดียวสำหรับฟุริฮาตะที่จะได้พบเขาเช่นกัน

 

ทุกๆ ครั้งที่พบ  อาคาชิมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในดวงตาของอีกฝ่ายได้ทีละเล็กทีละน้อย  ในคราวแรกดวงตาของฟุริฮาตะราวกับคนที่หัวใจกำลังแตกสลาย  ทั้งคำวิงวอนร้องขอ  ความรู้สึกหลายอย่างที่อีกฝ่ายแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวทุกครั้งที่มองเขา   อาคาชิมองเห็นสายตาเช่นนั้นอยู่เกือบ 2 เดือน  ก่อนที่มันจะเริ่มเปลี่ยนไป

 

 

ความโหยหายังคงอยู่  แต่มีความรู้สึกยอมแพ้กับอะไรบางอย่างเจือปนอยู่ด้วย  จากสายตาของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่รู้ตัวว่ากำลังจะถูกทิ้ง  กลายเป็นสายตาของคนที่มองรูปถ่ายของสิ่งที่คิดถึงมาก  หากก็รู้ดีว่ามันเป็นแค่รูปถ่าย  ความจริงที่อยู่ในรูปนั้นไม่มีวันหวนกลับมาได้อีกแล้ว  ยิ่งจำนวนครั้งที่ดวงตาคู่นั้นเอ่อคลอด้วยน้ำตาระหว่างมองมาทางเขาลดน้อยลง  ความรู้สึกอึดอัดของอาคาชิก็น้อยลงด้วยเช่นกัน

 

 

 

อาคาชิเลี้ยงบอลที่อยู่ในมือ  เหลือบมองตำแหน่งและความเป็นไปในสนามอย่างคร่าวๆ ก่อนส่งบอลให้คิเสะกระโดดขึ้นดังก์ลงห่วงด้วยความแม่นยำ

 

ที่สนามสตรีทบาสเดิมที่ใช้เป็นแหล่งรวมพลกันบ่อยครั้ง  อาคาชิกำลังอยู่ระหว่างมินิเกมแบบ 3 on 3 ที่แบ่งทีมขึ้นมาด้วยการจับฉลาก

 

ระหว่างที่เคลื่อนไหวไปตามจังหวะของเกมที่แม้จะเป็นการเล่นสนุกแต่ก็เอาจริงเอาจัง  ปลายหางตาก็มองเห็นม้านั่งที่อยู่ด้านข้างห่างกันไม่ไกล   ฟุริฮาตะ  โคคินั่งอยู่ตรงนั้น  กำลังกัดขนมปังเข้าปากพร้อมกับอ่านอะไรสักอย่างในกระดาษที่ถืออยู่ในมือ  วินาทีต่อจากนั้น  เขามองเห็นมุราซากิบาระเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย   ฟุริฮาตะเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มให้บาง

 

แม้ไม่ได้ตั้งใจ  แต่เพราะสนามค่อนข้างเล็กและม้านั่งอยู่ใกล้กันมาก  อาคาชิจึงได้ยินบทสนทนาทั้งหมดอย่างช่วยไม่ได้

 

 

“ทำอะไรอยู่  ฟุริจิน”

 

“ดูตารางฝึกซ้อมอาทิตย์ต่อไปน่ะ  ฉันขอให้โค้ชปรับเมนูให้ด้วย  จากนี้ไปคงต้องเหนื่อยขึ้นอีกเยอะล่ะนะ”

 

“ทำไมล่ะ”

 

“ก็อยากเก่งขึ้นนี่นา  เห็นพวกนายทุกครั้งๆ แบบนี้มันก็ทำให้อยู่เฉยไม่ได้  ถึงจะรู้ว่าฝึกให้ตายยังไงก็ไม่ได้ครึ่งของคิเซกิเซไดก็เถอะ  แหะๆ “

 

“หืม.....เอาเถอะ  ต่อให้ฟุริจินจะเก่งขึ้นหรือไม่  คนที่จะขยี้เซย์รินในครั้งต่อไปก็คือพวกฉันอยู่ดี”

 

“ซ....เซย์รินก็ไม่ได้อ่อนแอขนาดยอมให้พวกนายมาขยี้ง่ายๆ เหมือนกันนั่นแหละ!”

 

 

ฟุริฮาตะขู่ฟ่อ  แต่ไม่ว่าจะดูยังไงก็เหมือนชิวาว่าตัวเล็กๆ ที่พยายามจะต่อกรกับหมีที่ขนาดใหญ่กว่าตัวเองหลายเท่ามากกว่า  มุราซากิบาระก็คงจะรู้สึกเช่นนั้น  จึงไม่พูดอะไรนอกจากยื่นมือใหญ่ออกมาขยี้ผมสีน้ำตาลนุ่มมือนั้นจนยุ่งเหยิง

 

 

 

ที่รู้ว่ามันนุ่ม  ก็เพราะความทรงจำที่มีอยู่ในสมองอีกนั่นล่ะ

 

 

 

ความสามารถในการจดจำสิ่งต่างๆ ของอาคาชิอยู่ในระดับดีเยี่ยม   ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม  เขาสามารถจำรายละเอียดและความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง  เพราะฉะนั้น  แม้ไม่ได้ตั้งใจจะจำ  แต่ข้อมูลต่างๆ ของฟุริฮาตะก็ยังคงถูกเก็บรักษาเอาไว้ในสมองนี้โดยไม่มีสิ่งใดที่หายไปเลยแม้แต่อย่างเดียว

 

นับตั้งแต่วันที่สายตาของฟุริฮาตะค่อยๆ เปลี่ยนไป  ความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกที่อยู่ในใจของเขาก็หายไปด้วยเช่นกัน  แต่กลับมีความรู้สึกอื่นเพิ่มขึ้นมาแทน

 

 

หงุดหงิด......

 

 

นัยน์ตาที่กลายเป็นสีเดียวกันทั้ง 2 ข้างหรี่ลง  แววไม่สบอารมณ์ฉายเบื้องลึกข้างในที่ไม่มีใครมองเห็น  เขากำลังหงุดหงิดกับอะไรบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร  แต่เพราะไม่รู้  ถึงได้หงุดหงิด 

 

บางทีอาจเป็นเพราะฟุริฮาตะทำให้เขาผิดหวัง  สายตาคู่นั้นเปลี่ยนไปไวกว่าที่เขาคิด  มองหาเขาน้อยลง  คุยกับมุราซากิบาระมากขึ้น  คนที่เคยอุตส่าห์ให้ความสนใจเพราะคิดว่าจะมีอะไรพิเศษ   สุดท้ายก็กลายเป็นแค่คนธรรมดาๆ ได้ชั่วเวลาแค่ไม่กี่วัน  ทั้งที่ดวงตาของฟุริฮาตะเคยเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายขนาดนั้น  เขาถึงได้เอ่ยคำอนุญาตกับมุราซากิบาระไปเพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่ไหวเอนตามปัจจัยภายนอกแท้ๆ  แต่ฟุริฮาตะก็คงเป็นเหมือนคนทุกคน  แค่คนธ