[AkaFuri] In the name of love Ph.3.9

posted on 06 Apr 2015 18:37 by uxmishiz in AkaFuri directory Fiction

 

 

 

 

We clawed, we chained

Our heart in vain

I jump……never asking why

 

We kissed. I fell under you spell

A love…..no one could denied

 

 

(Wracking ball , Miley Cyrus)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

In the name of LOVE

Akashi Seijurou X Furihata Kouki

 

 

 

 

Phase 3.9  ::  เข็มนาฬิกาที่เริ่มเดิน

 

 

 

 

 

 

รถค่อยๆ ชะลอความเร็วจนกระทั่งหยุดลงหน้าตึกบริษัทที่ฟุริฮาตะทำงานมาเป็นเวลา 5 ปี  เพราะรู้ว่าถนนตรงนี้จอดนานไม่ได้  ฟุริฮาตะถึงกะวีกระวาดเก็บของ  ทั้งกระเป๋าถือและเสื้อสูทตัวนอกหอบรวบเข้ามาไว้ด้วยกันในอ้อมแขนแล้วหันไปพูดกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

 

“ขอบคุณมากนะอาคาชิ  จริงๆ ไม่ต้องลำบากมาส่งก็ได้แท้ๆ  บริษัทอยู่ใกล้แค่นี้”

 

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”

 

“อือ  แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณอยู่ดี  แล้วก็ขอโทษด้วยนะ  ดันเผลอหลับไปซะได้”

 

 

ฟุริฮาตะยกนิ้วขึ้นเกาแก้ม  รู้สึกอายนิดหน่อยที่เผลอหลับไปเพราะความโล่งใจตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้  รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่อาคาชิกลับมาเรียบร้อยแล้วและสะกิดต้นแขนนิดๆ ให้ตื่นนั่นแหละ

 

 

“ง...งั้นฉันไปก่อนแล้วกันนะ.....เอ๊ะ?”

 

 

ชายหนุ่มกระพริบตาปริบๆ เมื่อพยายามปลดเซฟตี้เบลท์แล้วแต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

 

 

“เอ๋~  ทำไมเอาไม่ออก  ให้ตายสิ  คนกำลังรีบอยู่แท้ๆ”

 

“มีธุระอะไรต่องั้นหรือ”

 

“ไม่ใช่หรอก  จากนี้ก็เหลือแค่เก็บของกับกลับบ้านแล้ว  แต่ถนนตรงนี้จอดนานไม่ได้น่ะ  เดี๋ยวอาคาชิจะเดือดร้อนเอา”

 

“อ่า....”

 

 

อาคาชิขยับตัวนิดๆ จากเบาะที่นั่งอยู่มากดปลดเข็มขัดนิรภัยให้อย่างง่ายดาย  ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฟุริฮาตะจะพยายามปล้ำถอดมันเท่าไหร่ก็ไม่ขยับเลยแท้ๆ

 

 

“อ้าว?”

 

 

หัวคิ้วของอีกคนขมวดมุ่นเหมือนไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ที่ตัวเองปลดไม่ออกแต่อาคาชิกลับทำมันได้อย่างง่ายดาย  คนมองรู้สึกขำอยู่ในใจแต่ก็เลือกที่จะพูดไปอีกอย่าง

 

 

“วันนี้ขอบคุณมาก  ไปเถอะ  โคคิ  แล้วจะติดต่ออีกที”

 

“อ....อืม  งั้นฉันไปก่อนนะ”

 

 

ฟุริฮาตะพยักหน้าง่ายๆ แล้วเปิดประตูลงจากรถ  นัยน์ตาสีแดงมองตามแผ่นหลังนั้นจนหายลับเข้าไปในตัวอาคาร  รถคันหรูถึงค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป

 

 

 

 

 

 

 

ลิฟต์ขนาดกลางพาฟุริฮาตะขึ้นมาถึงสำนักงานเดิมที่คุ้นตา  เอ่ยทักทายคนในออฟฟิศแล้วกำลังจะเก็บของกลับบ้านบ้าง  ก็รู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ๆ

 

 

“กลับมาแล้วเหรอ  ฟุริ”

 

“ซาซากิเซมไป....กำลังจะเลิกงานหรือครับ”

 

 

หันกลับไปก็เจอกับหญิงสาวรุ่นพี่  ฟุริฮาตะก้มหัวให้นิดๆ

 

 

“ใช่แล้ว  นี่ๆ  รถคันนั้นของใครเหรอ”

 

“เอ๋?”

 

 

ฟุริฮาตะกระพริบตาปริบๆ  ไม่แน่ใจว่าเธอพูดถึงอะไรกันแน่  หมายถึงรถของอาคาชิหรือเปล่านะ  แต่จอดก็จอดแค่ไม่นาน  ซาซากิอยู่ในออฟฟิศจะทันเห็นด้วยหรือ

 

 

“รถนั่นไง Lexus LS600hL ที่นายเพิ่งมาส่งนายคันนั้นน่ะ  ของใครเหรอ  ฟุริไปบริษัทนู้นมาใช่ไหม  อย่าบอกนะว่าคนขับจะเป็น..........”

 

 

เห็นจริงๆ ด้วย  มิหนำซ้ำยังรู้ลึกกระทั่งรุ่นรถที่เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ 

 

ฟุริฮาตะรู้สึกเหงื่อตกนิดๆ  ผู้หญิงนี่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตาไวจนน่ากลัวจริงๆ

 

 

“อ่า.....ใช่ครับ  อาคาชิซังเป็นคนขับมาส่ง”

 

 

เวลาคุยกับคนอื่นที่ไม่ใช่รุ่นพี่หรือเพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยม.ปลาย  ฟุริฮาตะจะเรียกชื่ออาคาชิพร้อมกับมีคำนำหน้าอย่างสุภาพเสมอ  ไม่ต่างอะไรจากพนักงานบริษัทที่จะเรียกลูกค้าทั่วไป  เพราะขี้เกียจอธิบายความสัมพันธ์ว่ารู้จักกันได้อย่างไร  แล้วรู้จักแค่ไหน  อีกอย่างหนึ่ง  ยิ่งถ้าซาซากิรู้ว่าเขากับอาคาชิรู้จักกันมาก่อนหน้านี้แล้วละก็  มีหวังได้โดนจับมารีดข้อมูลทุกเรื่องจนหมดตัวแน่ๆ  ฟุริฮาตะเป็นคนโกหกใครไม่เก่ง  คิดอะไรหรือรู้สึกอะไรก็จะแสดงออกมาทางสีหน้าหมด  ถ้าถูกถามเรื่องที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเมื่อ 10 ปีก่อนละก็......คิดแบบนั้นแล้วเลยเลี่ยงโดยการไม่เปิดโอกาสให้บทสนทนาเข้าใกล้ทางนั้นตั้งแต่แรกเลยดีกว่า

 

 

พอรู้ว่าเจ้าของรถคันนั้นคือใคร  ซาซากิก็ดีดนิ้วดังเป๊าะ

 

 

“นั่นไง  ว่าแล้วไม่มีผิด  คนที่จะขับรถคันละเป็นสิบล้านแบบนั้นแถวนี้ได้จะมีใครนอกจากอาคาชิซามะ  อา~ เพอร์เฟ็คที่สุด  รูปก็หล่อ  พ่อก็รวย  แถมยังฉลาดแล้วก็วางตัวดี  โลกนี้จะมีใครที่วิเศษไปกว่านี้อีกไหมนะ”

 

“คิเสะเรียวล่ะครับ”

 

“คนนั้นอยู่บนหิ้งย่ะ”

 

“แล้วที่ว่าน่ากลัวล่ะครับ”

 

“เรื่องจริงกับจินตนาการมันแยกออกจากกันย่ะ  เอ๊ะ!  ชอบขัดอยู่เรื่อยเลยนะนายนี่  นานๆ ทีก็ให้หญิงสาวได้มีความฝันบ้างสิยะ  ไม่ใช่เรื่องสึกหรออะไรเสียหน่อย”

 

 

ซาซากิจิ๊ปาก

 

 

“ว่าแต่  ประธานบริษัทยักษ์ใหญ่นี่ถึงขนาดต้องขับรถมาส่งวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่วิ่งไปแก้ระบบให้ด้วยตัวเองเลยเหรอ  อะไรจะใจดีขนาดนั้น”

 

 

หญิงสาวงึมงำราวกับหาเรื่องพูดไปเรื่อยๆ  แต่ฟุริฮาตะกลับสะดุ้งนิดๆ

 

 

“แค่มาทางเดียวกันน่ะครับ”

 

“แต่ถึงจะทางเดียวกันยังไง  แต่คนอย่างอาคาชิจะใจดีถึงขนาดยอมให้คนที่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวนั่งรถคันละเป็นสิบล้านมาด้วยกันเลยเหรอ  ถึงจะต้องดีลงานด้วยกันบ่อยๆ ก็เถอะ”

 

 

ซาซากิยกมือขึ้นลูบคาง  พูดไปเรื่อยเปื่อยตามประสา  แต่ฟุริฮาตะสัมผัสได้ว่าเหงื่อที่หน้าผากมันซึมออกมาไม่หยุดยังไงก็ไม่รู้

 

 

“ไม่แน่น้า  ฟุริ  อาคาชิซามะอาจจะติดใจอะไรในตัวนายก็ได้  ถึงจะเป็นผู้ชายเหมือนกันก็เถอะ  แต่โลกเดี๋ยวนี้ทางเลือกมันก็เยอะกว่าเดิมแล้ว  ไม่คิดจะลองดูหน่อยเหรอ  หนูตกถังข้าวสารเลยนา  โฮ๊ะๆๆๆๆ”

 

 

ฟุริมองรุ่นพี่สาวที่กรีดนิ้วปิดปากหัวเราะแล้วได้แต่หัวเราะแห้งๆ   รู้สึกเหงื่อตกมากกว่าเดิม

 

สัญชาตญาณของผู้หญิงนี่น่ากลัวจริงๆ  ถึงแม้ว่าจะพูดออกมาไม่ได้ตรงกับความจริงเป๊ะๆ  แต่ก็ช่างมีความสามารถในการพูดแทงใจคนฟังได้จนรู้สึกจุกไปเลยทีเดียว 

 

ที่ว่าคบกันนั้นก็เคยจริงๆ  คนรักที่เป็นผู้ชายเขาก็มีอยู่จริง  เพียงแต่ว่าคนๆ นั้นไม่ใช่อาคาชิเท่านั้นล่ะน้า

 

ฟุริฮาตะหลุบตาลงแล้วหัวเราะนิดๆ

 

 

“ขอผ่านดีกว่าครับ  เกรงใจ”

 

 

ดูท่าว่าซาซากิคงไม่ได้รู้สึกถึงน้ำเสียงที่แปลกแปร่งไปหน่อยของเขา  อีกฝ่ายจึงใช้มือที่ตกแต่งปลายเล็บมาแล้วเป็นอย่างดีฟาดเบาๆ ลงบนต้นแขนของฟุริฮาตะทีหนึ่ง

 

 

“ล้อเล่นหรอกน่า  ทำเป็นจริงจังไปได้  ฉันเองก็ยังอยากให้โลกนี้มีผู้ชายเหลือไว้ให้จับมาแต่งงานด้วยเหมือนกันนะ”

 

 

ฟุริฮาตะหัวเราะเสียงแปร่งกว่าเดิม  รู้สึกสงสารผู้ชายในอนาคตคนนั้นขึ้นมาอย่างไรก็ไม่รู้

 

 

“ว่าแต่  บอสล่ะครับ”

 

 

เพราะเรื่องที่พูดถึงทำให้นึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เดินเข้ามายังไม่เห็นคิโยชิเลย  มองไปที่โต๊ะทำงานก็ว่างเปล่า  หรือจะออกไปที่ระเบียงกันนะ

 

นึกสงสัยยังไม่ทันไรคำตอบของซาซากิก็ดังขึ้น

 

 

“บอสเหรอ?  ไปประชุมที่สำนักงานใหญ่อีกแล้วล่ะ”

 

“.....อีกแล้วหรือครับ?”

 

 

ที่ต่างคนต่างพูดคำว่าอีกแล้ว  เพราะระยะหลังๆ มานี้คิโยชิ  เทปเป้ไม่ค่อยได้อยู่บริษัทเท่าไหร่  แต่มักจะถูกเรียกตัวไปสำนักงานใหญ่อยู่บ่อยครั้ง  ฟุริฮาตะมุ่นหัวคิ้วนิดๆ 

 

ทำไมถึงได้บ่อยจังนะ

 

 

“มีงานอะไรจากทางนั้นมาหรือเปล่า?”

 

“อ่ะ  เปล่าครับ  ไม่มีอะไร  ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนเลยนะครับ  ซาซากิเซมไป”

 

“โอ้!  แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ  ฟุริ”

 

 

 

บอกลารุ่นพี่สาวแล้วเก็บของเดินออกมา  ฟุริฮาตะหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงออกมาดู  มีอีเมลมาจากคิโยชิเรื่องที่วันนี้ถูกเรียกตัวไปประชุมที่สาขาใหญ่ให้กลับเลยไม่ต้องรอ  เวลาส่งผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว  แต่เป็นช่วงที่เขากำลังอยู่ระหว่างการประชุมพอดีเลยไม่ได้เปิดดู  ฟุริฮาตะลังเลนิดหน่อยว่าจะโทรหาดีไหม   แต่ก็ตัดสินใจว่าไม่ดีกว่า  เพราะไม่รู้ว่าการประชุมทางนั้นจะสิ้นสุดลงแล้วหรือยังดำเนินอยู่กันแน่  ปลายนิ้วเลือกปุ่มตอบกลับอีเมลแทนแล้วพิมพ์ว่ารับทราบแล้ว  กำลังออกจากบริษัทกลับบ้าน  บวกกับรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นวันนี้นิดหน่อย

 

 

ตอบเมลของคิโยชิจนเสร็จ  ยังไม่ทันเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า  หน้าจอแสดงผลก็โชว์ว่ามีสายโทรเข้าขึ้นมา  แถมเบอร์นั้นยังเป็นเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของคนที่เพิ่งแยกกันเมื่อไม่นานมานี้อีกด้วย

 

 

ฟุริฮาตะกดรับสายอย่างรู้สึกงุนงงเล็กน้อย

 

 

“มีอะไรเหรอ  อาคาชิ”

 

‘โรงพยาบาลโทรมาบอกว่าอนุญาตให้เข้าเยี่ยมคุวาบะได้แล้ว  พรุ่งนี้จะไปด้วยกันกับฉันไหม’

 

“คุวาบะซังเหรอ  ไปๆ  ฉันไปด้วย”

 

 

คุวาบะ  มิซาโกะ  เลขาประจำตัวของอาคาชิที่ประสบอุบัติเหตุเมื่อเช้านี้  หมออนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้เร็วเกินคาด  อุบัติเหตุไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่เขาคิด  ฟุริฮาตะเองตลอดระยะเวลาที่ทำงานมาก็ได้เธอคนนั้นคอยช่วยเหลืออยู่หลายเรื่อง  พอรู้ว่าอาการปลอดภัยแล้วจึงอยากไปเยี่ยมเยียนด้วยอีกคน

 

 

‘ถ้าอย่างนั้น  วันพรุ่งนี้จะมารับ  สถานที่กับเวลาจะส่งเมลตามมาอีกที’

 

“อื้ม  เข้าใจแล้ว”

 

 

ปลายสายวางไป  ฟุริฮาตะกดปิดหน้าจอโทรศัพท์เก็บมันกลับลงในกระเป๋ากางเกงเหมือนเดิมแล้วเริ่มต้นออกเดิน

 

 

 

 

 

 

I N   T H E   N A M E   O F  &