[AkaFuri] In the name of love Ph.3.8

posted on 22 Mar 2015 23:23 by uxmishiz in AkaFuri directory Fiction

 

 

 

The Lion was caught in the toils of a hunter's net.

Unable to free himself, he filled the forest with his angry roaring.

The Mouse knew the voice and quickly found the Lion struggling in the net.

Running to one of the great ropes that bound him

she gnawed it until it parted, and soon the Lion was free.

"You laughed when I said I would repay you,"

said the Mouse.

"Now you see that even a Mouse can help a Lion."

 

(The Lion and the mouse , Mairi Mackinnon)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

In the name of LOVE

Akashi Seijurou X Furihata Kouki

 

 

 

 

Phase 3.8  ::  เสี้ยนที่ตำเท้าราชสีห์

 

 

 

 

 

 

จะเป็นคนปกป้องอาคาชิเอง 

 

 

 

แม้จะตั้งใจเช่นนั้น  แต่พอจะถึงเวลาเข้าจริงๆ  ฟุริฮาตะกลับค้นพบว่ามันยากกว่าที่คิดไว้และไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตัวเองจะทำได้อย่างที่ปากว่าหรือเปล่า  เพราะเพียงแค่ยืนอยู่หน้าประตูลิฟต์ที่ยังปิดสนิทบนชั้นสูงสุดของ A.K. Corporation มือก็เริ่มจะสั่นขึ้นมาอีกแล้ว  ยิ่งตัวเลขเพิ่มขึ้น  บ่งบอกว่าลิฟต์กำลังใกล้เข้ามาเท่าไหร่  ความตื่นเต้นก็ยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้นเท่านั้น 

 

คิดไปคิดมาอีกที  การประชุมที่ใหญ่และจริงจังขนาดนี้เขาเพิ่งจะเคยมีโอกาสเข้าร่วมเป็นครั้งแรก  ไม่สิ  หากจะพูดให้ถูก ตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา  แม้จะเคยเข้าประชุมแบบนี้มาบ้างก็จริงแต่หน้าที่ของฟุริฮาตะส่วนมากมักเป็นเพียงแค่ผู้ฟังเท่านั้น  ไม่มีโอกาสได้ออกความเห็นเหมือนอย่างคนอื่นเขาเท่าไหร่  ฟุริฮาตะจะมีบทบาทก็ต่อเมื่อเป็นการประชุมเล็กๆ หรือเป็นการวางแผนทำงานกันในบริษัทเท่านั้น

 

แต่ครั้งนี้เป็นการประชุมใหญ่ระดับองค์กร (แถมไม่ใช่องค์กรของตัวเองเสียด้วย)  แถมข้อมูลสำคัญยังอยู่กับเขา  ฟุริฮาตะอ่านทวนเอกสารที่อยู่ในมือเป็นรอบที่ล้านอย่างรู้สึกกระวนกระวาย  พยายามเก็บทุกอย่างเพื่อไม่ให้มีข้อมูลไหนตกหล่นไป  หากยิ่งทำก็ยิ่งราวเหมือนว่าไม่มีอะไรอยู่ในสมองเลย

 

 

เสียงติ๊งเบาๆ ดังขึ้น  ประตูลิฟต์เปิดออก  อาคาชิเดินนำเข้าไปก่อนเป็นคนแรก  ลิฟต์ตัวนั้นว่างเปล่าเนื่องด้วยเป็นลิฟต์ส่วนตัวที่มุ่งสู่ชั้นสูงสุด  นอกจากผู้ที่ได้รับอนุญาตแล้วพนักงานคนอื่นไม่มีสิทธิ์ใช้ 

 

ใช้งานมาแล้วก็หลายครั้ง  ฟุริฮาตะรู้ดีว่านี่เป็นลิฟต์ความเร็วสูง  แต่ก็อดไม่ได้ที่จะภาวนาขอให้มันเลื่อนช้าลงอีกสักหน่อย  ความประหม่าเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ครั้งที่ตัวเลขเลื่อนผ่านไป   มือ 2 ข้างกำเข้าหากันแน่น   ชายหนุ่มพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ให้หยุดสั่น  แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ผลเอาเสียเลย

 

 

“ตื่นเต้นหรือ?”

 

 

ไหล่บางสะดุ้งนิดๆ เมื่ออยู่ๆ เสียงนุ่มหูก็ดังขึ้นในห้องสี่เหลี่ยมที่ไร้ซุ้มเสียงใดๆ  เมื่อเหลือบตาขึ้นมองก็พบกับนัยน์ตาสีแดงสวยที่จ้องมองมา

 

 

“ฮื่อ”

 

 

 

ฟุริฮาตะพยักหน้านิดๆ

 

 

โดยไร้ซึ่งคำพูดอันใด   มือของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็สอดประสานปลายนิ้วเข้ากับฝ่ามือเขาแล้วบีบแรงๆ จนรู้สึกเจ็บ  ฟุริฮาตะเบิกตากว้าง  แต่เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นเพียงโครงหน้าด้านข้างของอาคาชิที่มองตรงไปข้างหน้าอย่างไม่หวั่นไหว  ฝ่ามือนั้นมั่นคง  ไม่มีแม้แต่อาการสั่นหรือประหม่าอย่างที่เขาเป็น

 

ปลายนิ้วสอดประสานแน่นหนาโดนไม่มีคำพูดปลอบโยนใดๆ อยู่เพียงครู่เดียวเท่านั้น  เมื่อเสียงบอกชั้นที่จะถึงดังขึ้น  ฝ่ามือนั้นก็ละออกไป

 

 

“อยู่ข้างหลังฉัน”

 

 

ขายาวในกางเกงสแลคก้าวขึ้นนำหน้า  ก่อนที่ประตูลิฟต์จะเปิดออกและอาคาชิเดินออกไปอย่างมั่นคง  ฟุริฮาตะเดินตาม  เขาไม่เคยถูกวางเอาไว้ในจุดนี้มาก่อน  เริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของคนในทีมราคุซันขึ้นมานิดๆ

 

 

ผู้ชายตรงหน้าแม้จะไม่ใช่คนที่ตัวสูงมาก  แต่แผ่นหลังนั้นก็สง่างามและเหยียดตรง  มันดูกว้างใหญ่อย่างผู้ที่พร้อมจะแบกรับทุกสิ่ง  มุ่งตรงไปด้านหน้า  มอบความรู้สึกวางใจให้ผู้ที่อยู่ด้านหลังว่าแผ่นหลังนี้จะสามารถนำทางพวกเขาทุกคนไปจนสู่ชัยชนะ

 

แผ่นหลังของผู้นำที่ให้ความรู้สึกว่าอยากเดินตามไปจนสุดทาง  คนอื่นๆ ในทีมราคุซันที่เห็นว่ามักจะเดินตามหลังอาคาชิอยู่เสมอก็คงจะรู้สึกเช่นนี้เหมือนกันสินะ

 

 

ระหว่างที่ก้าวตามไปด้วยระยะที่พอเหมาะพอดีไม่ทิ้งระยะห่างจนเกินไป  เมื่อใกล้จะถึงห้องประชุม  อาคาชิก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง

 

 

“พูดแค่ข้อมูลในส่วนของตัวเองเท่านั้น  ที่เหลือฉันจัดการเอง”

 

“อื้อ”

 

“......แล้วก็”

 

 

ฟุริฮาตะเงยหน้าขึ้นมองเรือนผมสีแดงด้านหลังของอีกฝ่าย

 

 

“ถ้าตื่นเต้นมากจนคิดว่าควบคุมสติไม่ไหว...นายรู้ว่าควรจะทำยังไง”

 

 

เขายังไม่ทันได้แปลความหมายของประโยคนั้น  อาคาชิก็เปิดประตูห้องประชุมเข้าไปเสียแล้ว  ฟุริฮาตะรีบก้าวตามแล้วก็ต้องกลืนน้ำลายลงคอ  บรรยากาศที่คล้ายจะผ่อนคลายแต่ก็กดดันแผ่ขยายไปทั่ว  สมาชิกส่วนใหญ่ที่นั่งล้อมพูดคุยกันอยู่ด้วยท่าทางสบายๆ ล้วนแต่อายุมากกว่าเขาและดูมีประสบการณ์กันทั้งนั้น  

 

เสียงพูดคุยเงียบลงและบรรยากาศเป็นทางการมากขึ้นเมื่ออาคาชินั่งประจำที่   โต๊ะในห้องประชุมดูใหญ่มากในความรู้สึกของฟุริฮาตะ  ในยามที่ต้องนั่งอยู่เก้าอี้ตัวถัดไปทางด้านขวาของอาคาชิที่อยู่หัวโต๊ะแบบนี้ แม้เก้าอี้ที่นั่งอยู่จะตัวใหญ่ราคาแพงก็จริง  แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกสบายเลยสักนิด  เขานั่งตัวตรงแด่วอย่างประหม่า  ไม่กล้าพิงพนักเก้าอี้สักนิด  ดวงตาที่ดูเลิกลั่กมองไปมองมารอบๆ ก่อนจะปะทะเข้ากับคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยบังเอิญ  อีกฝ่ายมองหน้าเขาอย่างค่อนข้างประหลาดใจ  แต่ก็ส่งยิ้มบางๆ ให้อย่างมีมารยาท 

 

ฟุริฮาตะรีบผงกหัวให้อย่างลนลานนิดๆ  เบนสายตาหนีไปแอบมองใบหน้าของคนอื่นๆ ที่อยู่ ณ. ที่นั้นอย่างเงียบๆ  เผื่อพอจะรู้ได้ว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องวุ่นวายทุกอย่างที่ตัวเขาแอบได้ยินโดยบังเอิญในวันนั้น  แต่ก็ไม่เป็นผล  ฟุริฮาตะไม่คุ้นหน้าใครเลย  อีกอย่างความจริงแล้วภาพที่เห็นในกระจกวันนั้นก็ไม่ได้ชัดขนาดระบุได้ว่าใครเป็นใคร  ส่วนเสียงที่คิดว่าน่าจะจำได้  พอมาได้ยินหลายๆ คนพูดพร้อมกันแบบนี้กลับกลายเป็นว่าฟังดูคล้ายกันหมดเสียแล้ว  แต่อย่างน้อยๆ ก็มีสิ่งหนึ่งที่ความรู้สึกของเขาบอกชัด.....คนพวกนั้นจะต้องอยู่ในที่แห่งนี้แน่นอน 

 

ย้ายสายตากลับไปหาอาคาชิที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ  ร่างสมส่วนที่นั่งอยู่ตรงนั้นดูสง่างามสมกับตำแหน่งประธานบริษัท  ใบหน้าเรียบเฉยสงบนิ่ง  ไม่หวั่นไหวหรือมีความรู้สึกกังวลใจอะไรเลย  ทั้งที่อีกฝ่ายก็น่าจะรู้ดีว่าการประชุมครั้งนี้อาจจะต้องมีปัญหา  เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ    แต่สีหน้าของอาคาชิกลับสงบจนดูไม่ออกเลยสักนิดว่ากำลังคิดอะไร  ต่างจากฟุริฮาตะที่คิดว่าตัวเองคงแสดงพิรุธให้เห็นเต็มไปหมด  เขาบังคับตัวเองให้นิ่งลง  นึกนับถืออีกฝ่ายขึ้นมาจับใจ

 

พยายามกำหนดลมหายใจของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติได้เพียงครู่เดียว  ความเคลื่อนไหวต่างๆ ในห้องกว้างใหญ่ก็ค่อยๆ สงบลง  และการประชุมก็เริ่มต้นขึ้น

 

 

 

 

 

 

ทุกอย่างดูเรียบง่ายมากกว่าที่จินตนาการเอาไว้มากเลยทีเดียว

 

 

ฟุริฮาตะคิดอย่างประหลาดใจเล็กน้อยขณะที่นั่งมองการประชุมตรงหน้าดำเนินไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ  เหมือนกำลังดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งอยู่หน้าจอทีวีใหญ่ๆ  ตั้งแต่ทุกอย่างเริ่มต้นจนกระทั่งถึงตอนนี้  สิ่งหนึ่งที่ฟุริฮาตะรู้สึกได้เป็นอย่างดี  คือความเป็นผู้นำของอาคาชิ  เซย์จูโร่

 

 

เขารู้สึกประทับใจกับการจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมชาติของอีกฝ่าย  ฟุริฮาตะแอบคิดว่าที่การประชุมครั้งนี้ดำเนินไปได้อย่างเรียบง่ายกว่าที่คิดคงเป็นเพราะความสามารถในการควบคุมของอาคาชิด้วยก็เป็นได้  ความกดดันยังคงมีอยู่บ้างเป็นธรรมดาของการประชุมใหญ่ทั่วไป  แต่ด้วยความชาญฉลาดของอีกฝ่ายทำให้ปัญหาทุกอย่างผ่านพ้นไปได้โดยไม่มีการสะดุดหรือติดขัดอะไรเลย

 

 

“ส่วนเรื่องข้อมูลผลประกอบการของปี..........”

 

 

นั่งฟังเพลินๆ อยู่ดีๆ ก็มาถึงข้อมูลส่วนที่ฟุริฮาตะรับผิดชอบเสียแล้ว  ชายหนุ่มแอบสะดุ้งนิดๆ  รู้สึกลนหน่อยๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นสายตาคนทั้งโต๊ะมองมาที่เขาเป็นตาเดียว  เหมือนเวลาหยุดนิ่งไปหลายวินาทีในช่วงเวลาที่ฟุริฮาตะไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ  ปลายนิ้วสั่นนิดๆ  ในหัวมันสับสนจนนึกอะไรไม่ออก

 

 

ต้องพูด.....ต้องทำอะไรสักอย่าง  แต่ข้อมูลที่เตรียมมาอยู่ไหนแล้วนะ  หาสิ  ก่อนหน้านี้ยังเพิ่งจะอ่านอยู่เลย  แต่วินาทีนี้ราวกับว่าทุกอย่างที่อยู่ในกระดาษเป็นเพียงภาษาต่างด้าวในสายตาของฟุริฮาตะไปหมดแล้ว 

 

 

ชั่ววินาทีที่ทำอะไรไม่ถูกนั้น   คำพูดของอาคาชิที่บอกเขาก่อนเข้าห้องประชุมก็ดังขึ้นในหัว

 

 

 

 

ถ้าตื่นเต้นมากจนควบคุมสติไม่ไหว....นายรู้ดีว่าควรจะทำยังไง 

 

 

 

 

ฟุริฮาตะนิ่งชะงัก  ก่อนจะเหลืองตามองไปที่หัวโต๊ะ 

 

 

อาคาชินั่งอยู่ตรงนั้น  นัยน์ตาคู่คมที่กลายเป็นสีเดียวกันมองมาทางเขาแน่วนิ่ง  ความรู้สึกบางอย่างแผ่ซ่านไปทั้งตัว  ความมั่นคงจากดวงตาคู่นั้นทำให้หัวใจของฟุริฮาตะเต้นเบาลง  ลมหายใจค่อยๆ กลับมาอยู่ในจังหวะเดิม  คล้ายกับว่าเขามีสติมากขึ้น  ควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น  ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในหัวกลับมาอยู่ในที่ของมัน

 

 

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง

 

 

“ฟุริฮาตะ  โคคิครับ  จากนี้ไปจะขอพูดถึงข้อมูลผลประกอบการของปี.......”

 

 

คำพูดลื่นไหลออกจากปากอย่างง่ายดายราวกับความตื่นเต้นเมื่อครู่นี้เป็นเพียงเรื่องโกหก  อาการมือสั่นหายไปเป็นปลิดทิ้ง  ทุกอย่างจบลงก่อนที่เขาจะรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ 

 

ร่างบางเอนหลังพิงกับเบาะเก้าอี้ตัวสูง  ถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก  การประชุมยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แต่หมดหน้าที่ของเขาแล้ว  ฟุริฮาตะรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก

 

 

เท่านี้ก็คงถือว่าดีพอแล้วสำหรับหน้าที่ของเขา  เมื่อรู้สึกสงบใจขึ้น  ฟุริฮาตะก็เริ่มหวนนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ขึ้นมา

 

 

สายตาของอาคาชิเมื่อครู่นี้  เขามั่นใจว่าเคยเห็นมาแล้ว  ความทรงจำที่เลือนหายไปค่อยหวนกลับคืนมา....ครั้งแรกที่ฟุริฮาตะมีโอกาสได้ก้าวลงสู่การแข่งขันจริง   ภาพของสนามบาสเก็ตบอลกว้างใหญ่ที่ระยิบระยับไปด้วยแสงไฟ  เสียงโห่ร้องที่ดังกึกก้อง  ความตื่นเต้น  ความกดดันที่ถาโถมลงมาที่ 2 บ่าจนแทบก้าวขาไม่ไหว  ทุกอย่างในวันนั้นคงกลายเป็นฝันร้าย  หากฟุริฮาตะมองหาดวงตา 2 สีประหลาดคู่คมที่อยู่ท่ามกลางผู้คนไม่เจอ

 

ดวงตาที่ทำให้หัวใจเต้นช้าลงอย่างสงบ  ดึงเอาความเป็นตัวของตัวเองกลับมาได้ทุกครั้ง  ฟุริฮาตะสามารถจัดการทุกอย่างได้ดีขึ้น....เหมือนเช่นในวันนี้

 

 

เกือบลืมไปแล้ว....ความทรงจำที่ผ่านมาเป็น 10 ปี  เขาเพิ่งจะมานึกออกอีกครั้งในตอนนี้เอง

 

 

ฟุริฮาตะรู้แล้วว่าเพราะอะไรตัวเขาถึงสงบลงได้ขนาดนั้น   เพราะนัยน์ตาของอาคาชิที่มองมามันเต็มไปด้วยความมั่นใจ  เป็นความมั่นใจที่น้อยคนนักจะมีได้  เหมือนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ต้องสำเร็จ  หรือเป็นไปตามที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน...100%...ไม่มีทางเ