[AkaFuri] In the name of love Ph.3.8

posted on 22 Mar 2015 23:23 by uxmishiz in AkaFuri directory Fiction

 

 

 

The Lion was caught in the toils of a hunter's net.

Unable to free himself, he filled the forest with his angry roaring.

The Mouse knew the voice and quickly found the Lion struggling in the net.

Running to one of the great ropes that bound him

she gnawed it until it parted, and soon the Lion was free.

"You laughed when I said I would repay you,"

said the Mouse.

"Now you see that even a Mouse can help a Lion."

 

(The Lion and the mouse , Mairi Mackinnon)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

In the name of LOVE

Akashi Seijurou X Furihata Kouki

 

 

 

 

Phase 3.8  ::  เสี้ยนที่ตำเท้าราชสีห์

 

 

 

 

 

 

จะเป็นคนปกป้องอาคาชิเอง 

 

 

 

แม้จะตั้งใจเช่นนั้น  แต่พอจะถึงเวลาเข้าจริงๆ  ฟุริฮาตะกลับค้นพบว่ามันยากกว่าที่คิดไว้และไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตัวเองจะทำได้อย่างที่ปากว่าหรือเปล่า  เพราะเพียงแค่ยืนอยู่หน้าประตูลิฟต์ที่ยังปิดสนิทบนชั้นสูงสุดของ A.K. Corporation มือก็เริ่มจะสั่นขึ้นมาอีกแล้ว  ยิ่งตัวเลขเพิ่มขึ้น  บ่งบอกว่าลิฟต์กำลังใกล้เข้ามาเท่าไหร่  ความตื่นเต้นก็ยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้นเท่านั้น 

 

คิดไปคิดมาอีกที  การประชุมที่ใหญ่และจริงจังขนาดนี้เขาเพิ่งจะเคยมีโอกาสเข้าร่วมเป็นครั้งแรก  ไม่สิ  หากจะพูดให้ถูก ตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา  แม้จะเคยเข้าประชุมแบบนี้มาบ้างก็จริงแต่หน้าที่ของฟุริฮาตะส่วนมากมักเป็นเพียงแค่ผู้ฟังเท่านั้น  ไม่มีโอกาสได้ออกความเห็นเหมือนอย่างคนอื่นเขาเท่าไหร่  ฟุริฮาตะจะมีบทบาทก็ต่อเมื่อเป็นการประชุมเล็กๆ หรือเป็นการวางแผนทำงานกันในบริษัทเท่านั้น

 

แต่ครั้งนี้เป็นการประชุมใหญ่ระดับองค์กร (แถมไม่ใช่องค์กรของตัวเองเสียด้วย)  แถมข้อมูลสำคัญยังอยู่กับเขา  ฟุริฮาตะอ่านทวนเอกสารที่อยู่ในมือเป็นรอบที่ล้านอย่างรู้สึกกระวนกระวาย  พยายามเก็บทุกอย่างเพื่อไม่ให้มีข้อมูลไหนตกหล่นไป  หากยิ่งทำก็ยิ่งราวเหมือนว่าไม่มีอะไรอยู่ในสมองเลย

 

 

เสียงติ๊งเบาๆ ดังขึ้น  ประตูลิฟต์เปิดออก  อาคาชิเดินนำเข้าไปก่อนเป็นคนแรก  ลิฟต์ตัวนั้นว่างเปล่าเนื่องด้วยเป็นลิฟต์ส่วนตัวที่มุ่งสู่ชั้นสูงสุด  นอกจากผู้ที่ได้รับอนุญาตแล้วพนักงานคนอื่นไม่มีสิทธิ์ใช้ 

 

ใช้งานมาแล้วก็หลายครั้ง  ฟุริฮาตะรู้ดีว่านี่เป็นลิฟต์ความเร็วสูง  แต่ก็อดไม่ได้ที่จะภาวนาขอให้มันเลื่อนช้าลงอีกสักหน่อย  ความประหม่าเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ครั้งที่ตัวเลขเลื่อนผ่านไป   มือ 2 ข้างกำเข้าหากันแน่น   ชายหนุ่มพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ให้หยุดสั่น  แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ผลเอาเสียเลย

 

 

“ตื่นเต้นหรือ?”

 

 

ไหล่บางสะดุ้งนิดๆ เมื่ออยู่ๆ เสียงนุ่มหูก็ดังขึ้นในห้องสี่เหลี่ยมที่ไร้ซุ้มเสียงใดๆ  เมื่อเหลือบตาขึ้นมองก็พบกับนัยน์ตาสีแดงสวยที่จ้องมองมา

 

 

“ฮื่อ”

 

 

 

ฟุริฮาตะพยักหน้านิดๆ

 

 

โดยไร้ซึ่งคำพูดอันใด   มือของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็สอดประสานปลายนิ้วเข้ากับฝ่ามือเขาแล้วบีบแรงๆ จนรู้สึกเจ็บ  ฟุริฮาตะเบิกตากว้าง  แต่เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นเพียงโครงหน้าด้านข้างของอาคาชิที่มองตรงไปข้างหน้าอย่างไม่หวั่นไหว  ฝ่ามือนั้นมั่นคง  ไม่มีแม้แต่อาการสั่นหรือประหม่าอย่างที่เขาเป็น

 

ปลายนิ้วสอดประสานแน่นหนาโดนไม่มีคำพูดปลอบโยนใดๆ อยู่เพียงครู่เดียวเท่านั้น  เมื่อเสียงบอกชั้นที่จะถึงดังขึ้น  ฝ่ามือนั้นก็ละออกไป

 

 

“อยู่ข้างหลังฉัน”

 

 

ขายาวในกางเกงสแลคก้าวขึ้นนำหน้า  ก่อนที่ประตูลิฟต์จะเปิดออกและอาคาชิเดินออกไปอย่างมั่นคง  ฟุริฮาตะเดินตาม  เขาไม่เคยถูกวางเอาไว้ในจุดนี้มาก่อน  เริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของคนในทีมราคุซันขึ้นมานิดๆ

 

 

ผู้ชายตรงหน้าแม้จะไม่ใช่คนที่ตัวสูงมาก  แต่แผ่นหลังนั้นก็สง่างามและเหยียดตรง  มันดูกว้างใหญ่อย่างผู้ที่พร้อมจะแบกรับทุกสิ่ง  มุ่งตรงไปด้านหน้า  มอบความรู้สึกวางใจให้ผู้ที่อยู่ด้านหลังว่าแผ่นหลังนี้จะสามารถนำทางพวกเขาทุกคนไปจนสู่ชัยชนะ

 

แผ่นหลังของผู้นำที่ให้ความรู้สึกว่าอยากเดินตามไปจนสุดทาง  คนอื่นๆ ในทีมราคุซันที่เห็นว่ามักจะเดินตามหลังอาคาชิอยู่เสมอก็คงจะรู้สึกเช่นนี้เหมือนกันสินะ

 

 

ระหว่างที่ก้าวตามไปด้วยระยะที่พอเหมาะพอดีไม่ทิ้งระยะห่างจนเกินไป  เมื่อใกล้จะถึงห้องประชุม  อาคาชิก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง

 

 

“พูดแค่ข้อมูลในส่วนของตัวเองเท่านั้น  ที่เหลือฉันจัดการเอง”

 

“อื้อ”

 

“......แล้วก็”

 

 

ฟุริฮาตะเงยหน้าขึ้นมองเรือนผมสีแดงด้านหลังของอีกฝ่าย

 

 

“ถ้าตื่นเต้นมากจนคิดว่าควบคุมสติไม่ไหว...นายรู้ว่าควรจะทำยังไง”

 

 

เขายังไม่ทันได้แปลความหมายของประโยคนั้น  อาคาชิก็เปิดประตูห้องประชุมเข้าไปเสียแล้ว  ฟุริฮาตะรีบก้าวตามแล้วก็ต้องกลืนน้ำลายลงคอ  บรรยากาศที่คล้ายจะผ่อนคลายแต่ก็กดดันแผ่ขยายไปทั่ว  สมาชิกส่วนใหญ่ที่นั่งล้อมพูดคุยกันอยู่ด้วยท่าทางสบายๆ ล้วนแต่อายุมากกว่าเขาและดูมีประสบการณ์กันทั้งนั้น  

 

เสียงพูดคุยเงียบลงและบรรยากาศเป็นทางการมากขึ้นเมื่ออาคาชินั่งประจำที่   โต๊ะในห้องประชุมดูใหญ่มากในความรู้สึกของฟุริฮาตะ  ในยามที่ต้องนั่งอยู่เก้าอี้ตัวถัดไปทางด้านขวาของอาคาชิที่อยู่หัวโต๊ะแบบนี้ แม้เก้าอี้ที่นั่งอยู่จะตัวใหญ่ราคาแพงก็จริง  แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกสบายเลยสักนิด  เขานั่งตัวตรงแด่วอย่างประหม่า  ไม่กล้าพิงพนักเก้าอี้สักนิด  ดวงตาที่ดูเลิกลั่กมองไปมองมารอบๆ ก่อนจะปะทะเข้ากับคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยบังเอิญ  อีกฝ่ายมองหน้าเขาอย่างค่อนข้างประหลาดใจ  แต่ก็ส่งยิ้มบางๆ ให้อย่างมีมารยาท 

 

ฟุริฮาตะรีบผงกหัวให้อย่างลนลานนิดๆ  เบนสายตาหนีไปแอบมองใบหน้าของคนอื่นๆ ที่อยู่ ณ. ที่นั้นอย่างเงียบๆ  เผื่อพอจะรู้ได้ว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องวุ่นวายทุกอย่างที่ตัวเขาแอบได้ยินโดยบังเอิญในวันนั้น  แต่ก็ไม่เป็นผล  ฟุริฮาตะไม่คุ้นหน้าใครเลย  อีกอย่างความจริงแล้วภาพที่เห็นในกระจกวันนั้นก็ไม่ได้ชัดขนาดระบุได้ว่าใครเป็นใคร  ส่วนเสียงที่คิดว่าน่าจะจำได้  พอมาได้ยินหลายๆ คนพูดพร้อมกันแบบนี้กลับกลายเป็นว่าฟังดูคล้ายกันหมดเสียแล้ว  แต่อย่างน้อยๆ ก็มีสิ่งหนึ่งที่ความรู้สึกของเขาบอกชัด.....คนพวกนั้นจะต้องอยู่ในที่แห่งนี้แน่นอน 

 

ย้ายสายตากลับไปหาอาคาชิที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ  ร่างสมส่วนที่นั่งอยู่ตรงนั้นดูสง่างามสมกับตำแหน่งประธานบริษัท  ใบหน้าเรียบเฉยสงบนิ่ง  ไม่หวั่นไหวหรือมีความรู้สึกกังวลใจอะไรเลย  ทั้งที่อีกฝ่ายก็น่าจะรู้ดีว่าการประชุมครั้งนี้อาจจะต้องมีปัญหา  เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ    แต่สีหน้าของอาคาชิกลับสงบจนดูไม่ออกเลยสักนิดว่ากำลังคิดอะไร  ต่างจากฟุริฮาตะที่คิดว่าตัวเองคงแสดงพิรุธให้เห็นเต็มไปหมด  เขาบังคับตัวเองให้นิ่งลง  นึกนับถืออีกฝ่ายขึ้นมาจับใจ

 

พยายามกำหนดลมหายใจของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติได้เพียงครู่เดียว  ความเคลื่อนไหวต่างๆ ในห้องกว้างใหญ่ก็ค่อยๆ สงบลง  และการประชุมก็เริ่มต้นขึ้น

 

 

 

 

 

 

ทุกอย่างดูเรียบง่ายมากกว่าที่จินตนาการเอาไว้มากเลยทีเดียว

 

 

ฟุริฮาตะคิดอย่างประหลาดใจเล็กน้อยขณะที่นั่งมองการประชุมตรงหน้าดำเนินไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ  เหมือนกำลังดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งอยู่หน้าจอทีวีใหญ่ๆ  ตั้งแต่ทุกอย่างเริ่มต้นจนกระทั่งถึงตอนนี้  สิ่งหนึ่งที่ฟุริฮาตะรู้สึกได้เป็นอย่างดี  คือความเป็นผู้นำของอาคาชิ  เซย์จูโร่

 

 

เขารู้สึกประทับใจกับการจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมชาติของอีกฝ่าย  ฟุริฮาตะแอบคิดว่าที่การประชุมครั้งนี้ดำเนินไปได้อย่างเรียบง่ายกว่าที่คิดคงเป็นเพราะความสามารถในการควบคุมของอาคาชิด้วยก็เป็นได้  ความกดดันยังคงมีอยู่บ้างเป็นธรรมดาของการประชุมใหญ่ทั่วไป  แต่ด้วยความชาญฉลาดของอีกฝ่ายทำให้ปัญหาทุกอย่างผ่านพ้นไปได้โดยไม่มีการสะดุดหรือติดขัดอะไรเลย

 

 

“ส่วนเรื่องข้อมูลผลประกอบการของปี..........”

 

 

นั่งฟังเพลินๆ อยู่ดีๆ ก็มาถึงข้อมูลส่วนที่ฟุริฮาตะรับผิดชอบเสียแล้ว  ชายหนุ่มแอบสะดุ้งนิดๆ  รู้สึกลนหน่อยๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นสายตาคนทั้งโต๊ะมองมาที่เขาเป็นตาเดียว  เหมือนเวลาหยุดนิ่งไปหลายวินาทีในช่วงเวลาที่ฟุริฮาตะไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ  ปลายนิ้วสั่นนิดๆ  ในหัวมันสับสนจนนึกอะไรไม่ออก

 

 

ต้องพูด.....ต้องทำอะไรสักอย่าง  แต่ข้อมูลที่เตรียมมาอยู่ไหนแล้วนะ  หาสิ  ก่อนหน้านี้ยังเพิ่งจะอ่านอยู่เลย  แต่วินาทีนี้ราวกับว่าทุกอย่างที่อยู่ในกระดาษเป็นเพียงภาษาต่างด้าวในสายตาของฟุริฮาตะไปหมดแล้ว 

 

 

ชั่ววินาทีที่ทำอะไรไม่ถูกนั้น   คำพูดของอาคาชิที่บอกเขาก่อนเข้าห้องประชุมก็ดังขึ้นในหัว

 

 

 

 

ถ้าตื่นเต้นมากจนควบคุมสติไม่ไหว....นายรู้ดีว่าควรจะทำยังไง 

 

 

 

 

ฟุริฮาตะนิ่งชะงัก  ก่อนจะเหลืองตามองไปที่หัวโต๊ะ 

 

 

อาคาชินั่งอยู่ตรงนั้น  นัยน์ตาคู่คมที่กลายเป็นสีเดียวกันมองมาทางเขาแน่วนิ่ง  ความรู้สึกบางอย่างแผ่ซ่านไปทั้งตัว  ความมั่นคงจากดวงตาคู่นั้นทำให้หัวใจของฟุริฮาตะเต้นเบาลง  ลมหายใจค่อยๆ กลับมาอยู่ในจังหวะเดิม  คล้ายกับว่าเขามีสติมากขึ้น  ควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น  ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในหัวกลับมาอยู่ในที่ของมัน

 

 

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง

 

 

“ฟุริฮาตะ  โคคิครับ  จากนี้ไปจะขอพูดถึงข้อมูลผลประกอบการของปี.......”

 

 

คำพูดลื่นไหลออกจากปากอย่างง่ายดายราวกับความตื่นเต้นเมื่อครู่นี้เป็นเพียงเรื่องโกหก  อาการมือสั่นหายไปเป็นปลิดทิ้ง  ทุกอย่างจบลงก่อนที่เขาจะรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ 

 

ร่างบางเอนหลังพิงกับเบาะเก้าอี้ตัวสูง  ถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก  การประชุมยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แต่หมดหน้าที่ของเขาแล้ว  ฟุริฮาตะรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก

 

 

เท่านี้ก็คงถือว่าดีพอแล้วสำหรับหน้าที่ของเขา  เมื่อรู้สึกสงบใจขึ้น  ฟุริฮาตะก็เริ่มหวนนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ขึ้นมา

 

 

สายตาของอาคาชิเมื่อครู่นี้  เขามั่นใจว่าเคยเห็นมาแล้ว  ความทรงจำที่เลือนหายไปค่อยหวนกลับคืนมา....ครั้งแรกที่ฟุริฮาตะมีโอกาสได้ก้าวลงสู่การแข่งขันจริง   ภาพของสนามบาสเก็ตบอลกว้างใหญ่ที่ระยิบระยับไปด้วยแสงไฟ  เสียงโห่ร้องที่ดังกึกก้อง  ความตื่นเต้น  ความกดดันที่ถาโถมลงมาที่ 2 บ่าจนแทบก้าวขาไม่ไหว  ทุกอย่างในวันนั้นคงกลายเป็นฝันร้าย  หากฟุริฮาตะมองหาดวงตา 2 สีประหลาดคู่คมที่อยู่ท่ามกลางผู้คนไม่เจอ

 

ดวงตาที่ทำให้หัวใจเต้นช้าลงอย่างสงบ  ดึงเอาความเป็นตัวของตัวเองกลับมาได้ทุกครั้ง  ฟุริฮาตะสามารถจัดการทุกอย่างได้ดีขึ้น....เหมือนเช่นในวันนี้

 

 

เกือบลืมไปแล้ว....ความทรงจำที่ผ่านมาเป็น 10 ปี  เขาเพิ่งจะมานึกออกอีกครั้งในตอนนี้เอง

 

 

ฟุริฮาตะรู้แล้วว่าเพราะอะไรตัวเขาถึงสงบลงได้ขนาดนั้น   เพราะนัยน์ตาของอาคาชิที่มองมามันเต็มไปด้วยความมั่นใจ  เป็นความมั่นใจที่น้อยคนนักจะมีได้  เหมือนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ต้องสำเร็จ  หรือเป็นไปตามที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน...100%...ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น  ไม่เหลือพื้นที่ความคิดเผื่อไว้สำหรับความผิดหวัง  หรือต่อให้พลาด...คนตรงหน้าก็จะเป็นฝ่ายแบกรับทุกอย่างเอาไว้ให้เอง

 

 

นี่คือเคล็ดลับความแข็งแกร่งของราคุซัน....และนี่เองคือเสน่ห์ความเป็นผู้นำของอาคาชิ  เซย์จูโร่

 

 

มอบความมั่นใจให้กับทุกคนที่อยู่ภายใต้การปกครอง  ดึงความสามารถอีกฝ่ายออกมาอย่างเต็มที่ด้วยการดึงเอาความรู้สึกลังเลใจ  ไม่มั่นใจของอีกฝ่ายออกให้หมด  เมื่อมีผู้ที่คอยแบกรับความเสี่ยงจากความผิดพลาดทุกอย่างแทนอยู่ตรงนั้น  คนอื่นที่เหลือจึงสามารถดึงเอาทั้งหมดที่มีของตัวเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีความกังวลใดๆ  และผลลัพธ์ทุกอย่างก็ออกมาได้ดีจริงๆ

 

 

ฟุริฮาตะมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ.....อาคาชิ  เซย์จูโร่เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำอย่างแท้จริง  เขาคือราชสีห์ที่มีทั้งความเฉียบขาด  สัญชาตญาณของผู้ล่า  ความฉลาดและรวดเร็วในการตัดสินใจ   ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก  อาคาชิสามารถนำออกมาใช้ได้ดีราวกับเป็นคุณสมบัติที่เมื่อเกิดมาก็มีอยู่ติดตัว

 

ความหวังดีของเขาในวันนี้นั้น  แท้จริงแล้วอาจเป็นสิ่งไม่จำเป็นอย่างที่อีกฝ่ายบอกไว้ตั้งแต่แรกก็เป็นได้  เพราะทั้งข้อมูลและเอกสารมากมายที่เพิ่งได้อ่านล่วงหน้าก่อนเข้าประชุมเพียงรอบเดียว  อาคาชิกลับจำได้หมดจนแทบไม่ต้องก้มลงไปอ่านทวนซ้ำอย่างที่เขาทำเลยด้วยซ้ำ  แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น  ฟุริฮาตะก็ยังยินดี  แม้จะไม่สามารถเป็นกำลังสำคัญอะไรได้  แต่หากย้อนเวลากลับไปอีกครั้ง  เขาก็มั่นใจว่าตัวเองคงจะทำแบบเดิมอยู่ดี 

 

 

“ก่อนที่จะจบการประชุมในวันนี้  คิดว่าทุกคนคงทราบแล้วถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับระบบของเราที่ล่มกะทันหันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา”

 

 

อยู่ดีๆ น้ำเสียงที่นุ่มนวลมาตลอดของอาคาชิก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบเมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น  บรรยากาศในห้องประชุมเปลี่ยนไปแทบจะในทันที  แม้สมาชิกที่เหลือจะมีแต่คนที่อายุมากกว่าพวกเขา  เพียบพร้อมทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ  แต่อาคาชิก็ยังกล้าใช้น้ำเสียงเย็นชาใส่อย่างไม่เกรงกลัว  และมันก็ดูเป็นผลจริงๆ  สีหน้าเกือบทุกคนเปลี่ยนไป  มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้อย่างคนที่มีเขี้ยวเล็บเจนจัดพอๆ กัน

 

 

“ผมคงไม่พูดอะไรมาก  เพราะคิดว่าทุกคนคงมีความละอายแก่ใจอยู่แล้วที่บริหารมาเป็น 10 ปีแต่ก็ยังปล่อยให้ความผิดพลาดที่ใหญ่ขนาดนี้เกิดขึ้น  นับว่าโชคดีที่ข้อมูลที่เสียไปทั้งหมดมีสำรองอยู่ในห้องเอกสาร  แต่คงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าระบบที่ก่อนหน้านี้พวกคุณเคยคัดค้านว่ามันเสถียรที่สุดตอนผมเสนอให้ปรับปรุงใหม่  มันไม่ได้เป็นความจริง  จากนี้ไปก็ขอให้ดูแลให้ดีขึ้นกว่านี้ด้วย”

 

 

น้ำเสียงเรียบเฉย  ไม่กล่าวโทษใครอย่างเฉพาะเจาะจง  วิธีการพูดที่ค่อนข้างเรียกได้ว่าไม่ไว้หน้าใครทำให้ปรากฏร่องรอยไม่พอใจอยู่บนบางใบหน้า  แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาดุกร้าวของอาคาชิก็ต้องเบือนหนีไปทางอื่นเสียทุกคน  แม้แต่ฟุริฮาตะที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับความผิดพลาดในครั้งนี้ยังรู้สึกตัวหดลีบไปด้วย  เสียงของอาคาชิเย็นลงอีกระดับเมื่อเอ่ยประโยคสุดท้าย

 

 

“อย่าให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 “

 

 

นัยน์ตาสีแดงกวาดมองทุกคนที่อยู่ในห้องประชุมนั้นอีกครั้งราวกับเป็นการตอกย้ำคำสั่งประกาศิต  ก่อนที่อาคาชิจะคลายบรรยากาศกดดันที่อยู่ล้อมรอบตัวเองลง

 

 

“เลิกประชุมได้”

 

 

 

 

 

 

 

“อา....ตื่นเต้นจนปวดท้องไปหมดเลย”

 

 

ฟุริฮาตะลูบท้องตัวเองป้อยๆ แล้วบ่นอุบอิบตอนที่กลับขึ้นมาถึงชั้นบนสุดเรียบร้อยแล้ว  อาคาชิยิ้มบางๆ  เดินไปวางแฟ้มที่ถือมาลงบนโต๊ะในขณะที่คนมาช่วยงานนั่งลงบนโซฟารับแขกอย่างถือวิสาสะ

 

 

“วันนี้ทำได้ดีมาก  ขอบคุณนะ”

 

 

อาคาชิพูดอย่างง่ายๆ  แต่คนฟังเบิกตาขึ้นนิดหนึ่งเพราะรู้สึกราวกับว่าไม่เคยได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยคำขอบคุณเช่นนี้มาก่อน  แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้า

 

 

“ฮื่อ  ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากพูดข้อมูลที่มีอยู่ในมืออย่างเดียวเท่านั้นเอง  จริงๆ แล้วต่อให้ไม่มีฉัน  อาคาชิก็คงจัดการได้ง่ายๆ อย่างที่บอกจริงๆนั่นแหละ”

 

 

พึมพำเบาๆ ในประโยคสุดท้ายก่อนจะถอนหายใจ

 

 

“จริงๆ แล้วฉันยุ่งไม่เข้าเรื่องหรือเปล่านะ”

 

 

คนฟังส่ายหน้า

 

 

“ไม่หรอก  โคคิช่วยได้มาก”

 

 

ร่างสมส่วนผมสีแดงสวยหยิบแฟ้มอีกอันหนึ่งบนโต๊ะทำงานขึ้นเปิดดู 2-3 หน้าก่อนจะปิดลง

 

 

“ฉันลงไปข้างล่างนะ  เดี๋ยวกลับมา”

 

 

พอได้ยินอย่างนั้น  ฟุริฮาตะก็ลุกพรวด

 

 

“งั้นฉันลงไปดูห้องเซิร์ฟเวอร์นะ  เผื่อว่ามีอะไรที่พอจะทำได้บ้าง”

 

“ไม่ต้องไปหรอก  โคคิ”

 

 

เสียงนุ่มเอ่ยห้ามไว้

 

 

“ข้างล่างนั่นไม่มีใครแล้วล่ะ  เซิร์ฟเวอร์ซ่อมเสร็จตั้งแต่ระหว่างที่เรากำลังประชุมกันอยู่แล้ว”

 

“อ้าว  งั้นหรอกหรือ”

 

 

ฟุริฮาตะพึมพำเบาๆ

 

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวกลับเลยดีกว่า  อาคาชิคงมีงานอื่นที่ต้องทำอีกสินะ  ฉันอยู่ก็เกะกะเปล่าๆ”

 

“ฉันจะไปส่งนายกลับบริษัทเอง  ตอนแทนเรื่องของวันนี้”

 

“เอ๋?  จะดีเหรอ  ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ  แถมบริษัทก็อยู่แค่นี้เอง”

 

 

อาคาชิยิ้ม

 

 

“รออยู่ที่นี่  เดี๋ยวฉันกลับมา”

 

 

เมื่ออีกฝ่ายหันหลังเดินออกจากห้องไป  ฟุริฮาตะก็กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะทรุดลงนั่งบนโซฟาตัวเดิมอีกครั้ง  ไม่มีอะไรทำเลยได้แต่นั่งมองนู่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อย  แอร์เย็นสบายและร่างกายที่ปลดความเครียดออกหมดแล้วทำให้รู้สึกง่วงขึ้นมาได้อย่างประหลาด 

 

ชายหนุ่มเอนหลังพิงโซฟาตัวใหญ่  เปิดปากหาวยาวเหยียด  เปลือกตาค่อยๆ ปรือปิดลง

 

 

 

 

 

 

 

 

อาคาชิ  เซย์จูโร่เปิดประตูกลับเข้ามาในห้องอย่างเบามือ  เมื่อมองเห็นภายในชัดเจนก็ถอนหายใจเล็กน้อยอย่างรู้สึกเอ็นดู

 

 

ชายหนุ่มในเสื้อสูทเรียบร้อยนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาตัวเดิม  ศีรษะพิงอยู่กับพนักโซฟาสูง  เปลือกตาหลับพริ้ม  ลมหายใจสม่ำเสมอ  ฟุริฮาตะ  โคคิกำลังนั่งหลับด้วยท่าทางที่ดูสบายใจเสียเหลือเกิน  แม้จะอายุ 25 แล้ว  แต่ฟุริฮาตะในตอนนี้ดูราวกับเป็นเด็ก  ไหล่ในเสื้อสูทนั้นดูเล็กบางลงกว่าเดิม  อาคาชิสาวเท้าเข้าหาอย่างเงียบเชียบ  ระวังไม่ให้คนที่กำลังหลับอยู่ตรงนั้นสะดุ้งตื่นขึ้นจากนิทรา

 

 

หากจะใช้คำว่า  ดูราวกับความฝัน  คงไม่เข้ากับบุคลิกของเขาเท่าไหร่  แต่อาคาชิไม่สามารถอธิบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ได้สบตากับฟุริฮาตะ  โคคิจนกระทั่งถึงวันนี้ได้  หากต้องใช้คำศัพท์ใดๆ เพื่ออธิบายสักคำ  อาคาชิคิดว่าคงจะเหมาะสมกับคำๆ นี้

 

 

ไม่ใช่ในความหมายแบบเพ้อเจ้อเลื่อนลอย  ราวกับความฝัน....คือมันไม่ควรเกิดขึ้นเลยในความเป็นจริง 

 

 

ชีวิตของอาคาชิ  เซย์จูโร่....หากพิจารณาดูแล้วไม่ว่าทางไหนก็ไม่น่าจะมาบรรจบกับอีกฝ่ายได้แม้แต่นิดเดียว  ฟุริฮาตะ  โคคิคือคนที่เขาไม่ควรยื่นมือเข้าไปแตะต้องไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม  บริสุทธิ์เกินไป....ทั้งอ่อนโยนและสว่างไสว  ความดีงามที่ครั้งหนึ่งถูกเขาทำลายจนพังยับลงกับมือ

 

 

แต่เมื่อแตะต้องสักครั้งหนึ่งแล้ว  ก็ไม่อาจปล่อยมือไปได้อีก

 

 

อาคาชิรู้ดี....ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่  ทุกอย่างทุกอย่างจะเปลี่ยนไปแค่ไหน  ตัวเขาจะยังยืนอยู่ที่เดิม

 

 

มันเป็นนิสัยส่วนไม่ดีที่อยู่ในตัว  ชีวิตเขามีสิ่งที่ต้องการเพียงไม่กี่อย่าง  แต่หากมีแล้ว  อาคาชิจะใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อให้ได้มาและจะไม่ล้มเลิกความตั้งใจไม่ว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ก็ตาม

 

ที่ผ่านมาเพียงแค่ไม่นานทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปได้ดั่งใจ  อาคาชิเป็นผู้คุมเกมเสมอ  ยกเว้นก็แต่กับฟุริฮาตะ โคคิ

 

 

ฟุริฮาตะเข้ามาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง  และทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

 

อาคาชิไม่เคยอดทน  เขาไม่เคยยอมให้ใครปฏิเสธคำสั่งของเขา  แต่ฟุริฮาตะกลับทำมันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง  อาคาชิไม่เคยรอ  เขามีวิธีร้อยพันในการทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่อยากให้เป็น  แต่กับฟุริฮาตะ โคคิ....เขาตัดสินใจที่จะรอ

 

 

ความสัมพันธ์ของอีกฝ่ายกับคิโยชินั้น  อาคาชิรู้เห็นมันตั้งแต่ต้น  จากทั้งคำบอกเล่าของคุโรโกะ  และอิทธิพลของตระกูลที่ทำให้ข่าวของคนธรรมดาเพียงคนเดียวไม่ใช่เรื่องที่หาได้ยากเย็นอะไร  ทั้งที่ขัดขวางก็ทำได้  แต่อาคาชิเลือกที่จะไม่ทำ

 

เขาจะไม่ควบคุมอีกฝ่าย  จะไม่บีบบังคับ  ไม่ใช้อำนาจ  อิทธิพล  หรือวิธีเจ้าเล่ห์ที่คนอย่างฟุริฮาตะไม่อาจปฏิเสธได้  เขาจะให้อิสระ  จะไม่ทำให้ความผิดพลาดในครั้งนั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 อีกแล้ว

 

อาคาชิมีความอดทนมากพอที่จะรอ  แม้ไม่มีสิ่งใดมาการันตีได้ว่าปลายทางสุดท้ายของทางเดินเส้นนี้จะมีอีกฝ่ายรออยู่หรือไม่  แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะก้าวเดินไปอย่างไม่ลังเล

 

เพราะน้ำตาทั้งหมดที่ไหลออกมาจากดวงตาของอีกฝ่ายในครั้งนั้น  มันเพียงพอแล้วสำหรับคนๆ หนึ่งที่จะร้องไห้เพราะใครอีกคน  หากฟุริฮาตะจะร้องไห้เพราะเขาในคราวหน้า  อาคาชิก็หวังว่ามันจะเป็นน้ำตาแห่งความยินดี

 

 

 

คนนอนหลับขยับตัวยุกยิกราวกับรู้ว่าถูกจ้องแต่ยังไม่ตื่นขึ้นจากความฝัน  อาคาชินึกถึงสีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายยามที่ยืนกรานหนักแน่นจะขอเข้าประชุมร่วมกันกับเขา  นัยน์ตาที่สั่นไหว  คำพูดที่แม้จะเป็นประโยคที่ต่อต้านคำสั่งที่เขากล่าวออกไปอย่างชัดเจน  แต่กระนั้นก็ยังฟังดูน่าเอ็นดู

 

 

ปลายนิ้วปัดผ่านเพียงเรือนผมของอีกฝ่าย  คามทรงจำและความรู้สึกทับซ้อนกันคล้ายกับคืนหิมะตกคืนนั้นในสตอกโฮล์ม  วันที่เขาได้มองเห็นคนๆ นี้อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง  หลังจากการรอคอยอันแสนยาวนานจนแทบขาดใจ

 

 

 

อาคาชิสาบานแล้วว่าจะไม่ยื่นมือเข้าไปแตะต้องอีกฝ่าย

 

 

แต่หากฟุริฮาตะเป็นคนยื่นมือเข้าหาเขาเองละก็......

 

 

 

 

 

สิทธิ์ในการไม่ปล่อยให้ไปอีกเป็นครั้งที่ 2 ....ก็คงเป็นของเขาเช่นเดียวกัน

 

 

 

To be continue

 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ย่ะ =//= ตอนแรกไม่ได้ติดตามต่อเพราะเห็นไปกับเซนไป แต่สุดท้ายก็อดไม่ไหว =w=;; นายน้อยบันไซซซซซซซ

#3 By DarkPierro on 2015-06-28 22:17

อ่านจบแล้วคือ...

กริ๊สสสสสสสสสสสสสส อาคาชิ!!! >//////////<

ที่ไม่รุกหรืออะไรเพราะแบบนี้สินะ? คิดถึงแต่ฟุริคนเดียวเลย โอยยยยยย นายช่างเป็นคนดีจริงๆเลยยย แต่ทำไมรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นตอนหลังๆแล้วอาคาชิเปลี่ยนความคิดใหม่ ตัดสินใจแย่งฟุริมาอะไรแบบนี้อ่ะค่ะ ถถถ // คิดไปได้

แต่ฟุริก็ยั่วซ้าาาาา มาเข้าใกล้ราชสีห์แบบนี้เดี๋ยวก็โดนเขมือบซะหรอก แต่ก็เพราะความใจดี+อ่อนโยนนี่ล่ะนะ ที่ทำให้ราชสีห์ติดบ่วงมาเป็นสิบๆปี ถถถ แล้วคิโยชิล่ะ?? เรื่องนี้อาคาฟุริมันก็ต้องอาคาชิกับฟุริ แต่พี่ไม้ก็น่าสงสาร ปล่อยไปเฉยๆไม่ได้ค่ะ!! ส่งมุคคุงมาสักที!! >[]< #โดนเตะ

อิพวกลุงแก่ๆนั่น เป็นแค่เสี่ยนค่ะ!! เสี่ยนเล็กๆที่ตำเท้าราชสีห์ ไม่ได้ทำให้เจ็บสักนิด แค่รู้สึกรำคาญหน่อยๆเท่านั้นแหละ! อย่าคิดว่าจะทำอะไรอาคาชิได้นะโหวยยยยย // ตอนแรกก็นึกว่าจะมีปะทะกันเล็กๆ กลายเป็นว่าอาคาชิคุมเกมหมด พวกลุงๆเลยยังไม่มีบท ถถถ แต่เชื่อแน่ว่ามันยังไม่ไปไหนกันหรอก ฮึ่มๆ =*=

รักอาคาฟุริกับเมทซังที่ซู้ดดดดดดดดดดดดดดดด

รอตอนต่อไปค่าาา ^^

#2 By iulnp on 2015-03-23 14:25

ทำไมอ่านแล้วเขิน..ฮึ้ยยยยยยยยยยยย นายน้อยยยยย เมื่อไหร่จะออกตัวแรงซะทีเนี่ย ก็เข้าใจนะ แต่แบบ..ฟุริจะรู้ตัวไหมเนี่ย เด๋วไปๆมาๆจะเป็นฟุริเองที่ทำร้ายพี่เทปเปแล้ววิ่งกลับมาหานายน้อยนะ 55 (มันใช่เรอะ)
ชอบตอนที่ตื่นเต้นแล้วจ้องตาอ่ะ มันมีความหลัง มันสิบปียังไม่เปลี่ยน ฮืออออ
#โบกธงอาคาฟุริแบบฟินมาก
 
รออ่านต่อคร้าบ

#1 By ๛Aki๛ on 2015-03-23 01:04