[AkaFuri] 恋が舞う空

posted on 15 Mar 2015 11:19 by uxmishiz in AkaFuri directory Fiction

Title :: 恋が舞う空 (Koi ga mau sora)

Parody  :: Maria-sama ga miteiru

Pairing :: Akashi x Furihata  (C version)

Story by :: CoffeeMate in D

 

YURI WARNING

 

Note :: 

* อาคาชิชื่อ ‘เซย์ริ’  ฟุริฮาตะชื่อ ‘มิซึกิ’ นะคะ

* อาคาชิในเรื่องอายุเท่ากับฟุริแต่ว่าเรียนพาสชั้นขึ้นมาเลยเป็นรุ่นพี่ค่ะ (อาคาชิปี 2 ฟุริอยู่ปี1)

 

 

 

 

 

แผ่นหลังที่เหยียดตรงและสง่างาม   เรือนผมสีแดงเข้มตรงยาวจรดกลางแผ่นหลังเคลื่อนไหวเล็กน้อยยามก้าวเดิน  ใบหน้าที่แสนงดงาม  รอยยิ้มที่ดูอ่อนหวาน  ดวงตาอันแสนมีเสน่ห์  เพียบพร้อมทั้งกิริยา  มารยาทและชาติตระกูล  หญิงสาวที่เหล่านักเรียนทุกคนต่างเฝ้ามองด้วยสายตาชื่นชม  ตัวตนที่สูงค่าเกินกว่าจะเอื้อมถึง  หากได้อยู่ใกล้และพูดคุยกับสักครั้งคงเป็นสุขเสียยิ่งกว่าความฝัน

 

“เดี๋ยวก่อน”

 

แม้แต่เสียงที่เปล่งออกมายังไพเราะกังวาน  เธอถูกแว่วเสียงนั้นดึงรั้งให้หยุดอยู่กับที่  เมื่อหันมองกลับไป...หญิงสาวที่เดินเข้ามาใกล้ท่ามกลางใบเมเปิ้ลที่ร่วงหล่นนั้นช่างดูราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดในนิทาน  ดวงตาที่แม้จะอ่อนหวานแต่สีแดงนั้นก็ทำให้รู้สึกว่ามันถูกสอดแทรกด้วยความมีพลังจับจ้องมาที่เธอ....เด็กสาวแสนธรรมดาที่ไม่มีความโดดเด่นหรือคุณค่าแต่ใด  หากในขณะนี้กลับสะท้อนภาพอยู่ในดวงตาคู่งาม

 

“ช่วยถือนี่ให้ที”

 

กระเป๋านักเรียนสีดำสนิทถูกส่งมาให้เมื่อร่างนั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าจนใกล้พอ   แม้จะยังตามเรื่องราวไม่ค่อยทันเท่าไหร่แต่ก็ยื่นมือไปรับกระเป๋าใบนั้นมาถือให้แต่โดยดี  ทั้งตัวแข็งทื่อไม่กล้าไหวติงเมื่อปลายนิ้วมือของอีกฝ่ายยื่นเข้ามาหา ถึงจะกลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัวแต่ก็ยังคงได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาจากปลายนิ้วที่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี  ปลายนิ้วนั้นสัมผัสเข้าที่ปกเสื้อก่อนจัดปลายผ้าที่พับย่นไม่เรียบร้อยให้เข้าที่

 

“ปกเสื้อกับคอซองเบี้ยวอยู่นะ  เป็นผู้หญิงต้องหัดแต่งตัวให้เรียบร้อยอยู่เสมอ  คราวหลังระวังหน่อยล่ะ”

 

ดวงตาสีแดงสวยคู่นั้นกวาดมองทั่วร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง  ยิ้มบางๆ เมื่อรู้สึกพอใจ   ร่างโปร่งบางเอื้อมมือมารับกระเป๋าคืนก่อนหันหลังเดินไปอีกทาง

 

“ระฆังเข้าเรียนจะดังแล้ว  เธอเองก็รีบไปได้แล้วนะ  สวัสดี”

“ส...สวัสดีค่ะ”

 

แม้แต่ภาพที่แผ่นหลังนั้นค่อยๆ ห่างออกไปก็ยังดูงดงามราวกับฝัน  แดดอ่อนๆ ในยามเช้าของฤดูใบไม้ร่วงลอดผ่านใบเมเปิ้ลลงมาเป็นลำแสงสีทอง  อาบไล้ร่างสูงศักดิ์ซึ่งเป็นที่ชื่นชมของเด็กสาวทั้งโรงเรียน

 

Rosa chinensis en bouton

ดอกตูมแห่งเถากุหลาบแดง

 

อาคาชิ  เซย์ริ

 

 

แม้แต่ในวันนี้....เหล่าหญิงสาวทั้งหลายก็อยู่ภายใต้สายตาที่เฝ้ามองมาอย่างอ่อนโยนของพระแม่มารีเหมือนเช่นเดิม

 

 

 

.
.
.
.
.

 

 

เหล่าหญิงสาวที่เยื้องย่างผ่านสวนของพระแม่มารีนั้น  วันนี้พวกเธอก็ยังคงลอดผ่านซุ้มประตูสูงด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์ราวเทพธิดา  ห่อหุ้มร่างกายและจิตใจอันไร้ซึ่งมลทินด้วยชุดนักเรียนสีเข้ม  เพื่อไม่ให้จีบกระโปรงยับย่น  และปกคอเสื้อกะละสีสีขาวพลิกหงาย  ทุกฝีเท้าต้องค่อยๆ ก้าวเดิน   

 

โรงเรียนสตรีเอกชนเซย์ริน....ที่นี่คือสวนสวรรค์ของเหล่าหญิงสาว 

 

 

.
.
.
.
.

 

 

 

“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าฟุริฮาตะซังจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับอาคาชิซามะขนาดนั้น  โชคดีจริงๆ”

 

การเรียนในคาบเช้าเพิ่งจะจบลง  ปลายนิ้วของฟุริฮาตะ  มิซึกิยังคงลูบคอซองที่ผูกเป็นโบว์อยู่ตรงอกเหมือนยังไม่หลุดออกมาจากเรื่องราวในความทรงจำ 

 

“ฮืออออ แต่ครั้งแรกที่ได้คุยกันก็ดันเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความทรงจำไม่ดีขึ้นซะได้  แย่จังเลยนะฉัน  ถ้ารู้จักแต่งตัวให้เรียบร้อยกว่านี้ก็คงจะดี”

 

เปลี่ยนจากคอซองมาแตะปลายนิ้วที่ตรงอกเสื้อ  แม้เหตุการณ์ในตอนเช้านั้นจะผ่านมาพักใหญ่แล้ว  แต่ไม่ว่ายังไงหัวใจก็ยังคงเต้นแรงอยู่ดี 

 

ว่าแล้วเชียวว่าอาคาชิซามะนี่สุดยอดจริงๆ เลยน้า  ทั้งสวยทั้งสง่างาม  ถ้าคนอย่างฉันเป็นได้แบบนั้นสักครั้งนึงก็คงจะดี 

 

 

“อย่าคิดมากเลยค่ะ  ฟุริฮาตะซัง  ลืมๆ มันไปซะเถอะ”

“หืม  ทำไมล่ะ?”

“ถึงพูดถึงอาคาชิ  เซย์ริแล้วละก็  เธอคนนั้นน่ะเป็นถึงสตาร์ของโรงเรียนสตรีเซย์รินเชียวนะ  สตาร์น่ะเขาไม่มานั่งจำเรื่องของคนธรรมดาอย่างเราๆ หรอกค่ะ”

 

ฟังเพื่อนสาวพูดแล้วก็คิดได้  หัวใจที่พองโตถึงค่อยๆ แห้งเหี่ยวลง

 

นั่นสิน้า...จะว่าไปมันก็จริง  อาคาชิซามะน่ะคงไม่มานั่งจดจำเรื่องของเรา.......

 

 

“แต่ก็นับว่าดีแล้วนะคะ  ที่ฟุริฮาตะซังยังไม่มีพี่สาว  อาคาชิซามะน่ะขึ้นชื่อในเรื่องเกลียดคนที่ไม่มีระเบียบ  เด็กปีหนึ่งที่ผูกคอซองไม่เรียบร้อยต่อหน้าอาคาชิซามะจนต้องเรียกมาแก้ให้  แบบนี้น่ะต้องถูกว่าไปถึงพี่สาวแน่ๆ เลย”

 

 

คนฟังได้แต่หัวเราะแหะๆ แบบที่ไม่สามารถปฏิเสธอะไร

 

 

โรงเรียนสตรีเซย์รินนั้นมีระบบพี่น้องที่เรียกกันว่า Soeur  มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า “พี่น้อง” โดยพี่สาวจะเป็นผู้ชี้นำเส้นทางให้แก่น้องสาว  คอยแนะนำและดูแลในเรื่องต่างๆ เหมือนกับพี่สอนน้อง  นับตั้งแต่เริ่มใช้ระบบนี้  แม้โรงเรียนจะไม่มีกฏที่เข้มงวด  แต่ชีวิตในโรงเรียนก็ยังดำเนินไปอย่างเหมาะสมเรียบร้อยได้ 

 

Rosa chinensis en bouton

ดอกตูมแห่งเถากุหลาบแดง

 

ฉายาของอาคาชิซามะที่เป็นที่รู้จักกันดีนั้นมาจากระบบพี่น้องนี้เช่นกัน 

โรงเรียนสตรีเซย์รินมีสภานักเรียนที่ชื่อว่ายามายูริไค  ซึ่งจะมีการเลือกตั้งนักเรียน 3 คนขึ้นมาเป็นตัวแทน  และแบ่งหน้าที่กันทำงานทุกอย่างตามแบบสภานักเรียนทั่วไป  โดยทั้ง 3 จะถูกแบ่งออกเป็น 3 สี  และถูกเรียกด้วยชื่อของกุหลาบสายพันธุ์ที่เป็นสีนั้นๆ

 

Rosa chinensis (เถากุหลาบแดง)

Rosa gigantean (เถากุหลาบขาว)

Rosa foetida (เถากุหลาบเหลือง)

 

อาคาชิซามะได้ถูกรับเลือกให้เป็น Soeur ของเถากุหลาบสีแดง  จึงถูกเรียกด้วยชื่อสายพันธุ์กุหลาบตามพี่สาว  แต่เติมคำว่าดอกตูม (en bouton) เข้าไปด้วย

 

ทั้งสวยและสมบูรณ์แบบ  แถมยังเป็นคนดังของโรงเรียน  คนธรรมดาอย่างฟุริฮาตะไม่ว่าอย่างไรก็คงได้แต่ชื่นชมอยู่ห่างๆ  โอกาสที่จะเข้าใกล้อาคาชิซามะเหมือนเมื่อเช้านี้คงไม่มีอีกเป็นครั้งที่ 2 แล้วละมั้ง

 

 

“ฟุริฮาตะซัง”

 

 

เสียงเรียกที่ดังมาจากทางหน้าห้องทำให้ต้องหันไปมอง  ก่อนจะพบเด็กสาวผมดำหน้าตายิ้มแย้มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมสะพายกล้องคู่ใจที่มีข่าวเล่าลือมาว่าไม่เคยมีตอนไหนที่เธอวางกล้องอันนี้ไว้ห่างมือเลยยกเว้นก็แต่ในชั่วโมงเรียนเพียงอย่างเดียว

 

 

“ทาคาโอะซัง....”

“ขอรบกวนเวลานิดหน่อยได้มั้ยนะ”

 

.

.

.

.

.

 

 

 

“มีธุระอะไรกับฉันเหรอ?”

 

เมื่อถูกพาให้เดินห่างออกจากแหล่งวุ่นวายได้พอสมควรแล้ว  ฟุริฮาตะก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างงุนงง  ทาคาโอะ  คาซึนาริ  สมาชิกชมรมถ่ายภาพหมุนตัวจนกระโปรงพลิ้วไหวแล้วยกกล้องขึ้นมาลั่นชัตเตอร์ถ่ายภาพใบหน้าที่ดูเลิกลั่กของฟุริฮาตะด้วยความเร็วแสง  เมื่อเธอลดกล้องลงก็เผยให้เห็นรอยยิ้มร่าเริง

 

“ได้รูปดีๆ ของฟุริฮาตะซังมาอีกแล้ว”

“ด...เดี๋ยวก่อน  อยู่ดีๆ อย่าถ่ายรูปคนอื่นโดยไม่ทันได้ตั้งตัวแบบนี้สิ”

“ฮะๆๆ โทษทีๆ มาเข้าธุระของเรากันเถอะ  เรื่องที่ฉันอยู่ชมรมถ่ายภาพ  เธอรู้อยู่แล้วสินะ”

“อ่ะ...อื้ม  ทำไมเหรอ”

“ก่อนจะเอาภาพถ่ายไปเผยแพร่  ฉันจำเป็นต้องขออนุญาตเจ้าตัวก่อนน่ะ”

 

ทาคาโอะล้วงมือหยิบบางอย่างออกจากกระเป๋ากระโปรงก่อนโชว์ต่อหน้าคนที่ยืนอยู่ตรงข้าม

 

“แบบนี้.....”

 

ในวินาทีแรกนั้นฟุริฮาตะไม่เข้าใจเลยว่าอะไรเป็นอะไร  แต่เมื่อมองเห็นสิ่งนั้นอย่างชัดเจน  นัยน์ตาสีน้ำตาลก็ต้องเบิกกว้าง 

 

มันเป็นรูปถ่ายของคน 2 คน....หรือจะพูดให้จำเพาะเจาะจงกว่านั้นก็คือ  รูปถ่ายของอาคาชิซามะที่กำลังจัดคอซองให้เธอหน้ารูปปั้นพระแม่มารีเมื่อเช้า  ไม่ว่าด้วยฝีมือถ่ายภาพที่ยอดเยี่ยมจนน่าเหลือเชื่อของทาคาโอะ   หรืออาจจะด้วยความงดงามของอาคาชิซามะก็ตาม  ภาพนั้นดูงดงามราวกับฝัน  เป็นฉากอันแสนวิเศษที่ไม่น่าเชื่อว่าคนธรรมดาอย่างตนเองจะเป็นคนที่อยู่ในภาพนั้นเลย

 

“ร....รูปนี้  ขอฉันได้มั้ย”

 

เอื้อมมือไปยังไม่ทันถึง  รูปถ่ายนั้นก็โดนดึงกลับไปเสียแล้ว

 

“ว่าแล้วว่าต้องพูดแบบนี้”

 

ทาคาโอะยิ้มกว้าง  ในขณะที่ฟุริฮาตะทำตาปริบๆ

 

“เอ๋?”

“ฉันรู้นะ  ฟุริฮาตะซัง....หลงใหลอาคาชิซามะอยู่ใช่ไหมล่ะ”

 

ดวงตาที่เหมือนมองทะลุได้ทุกอย่างแม้แต่ความรู้สึกที่อยู่ในหัวใจทำให้ใบหน้าร้อนวาบจนต้องเบือนหนีด้วยความอาย  ช่วยไม่ได้นี่นา....จะให้ทำยังไงได้ล่ะ  อาคาชิซามะน่ะเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมเสียขนาดนั้น  จะมีใครในโรงเรียนนี้บ้างที่ไม่หลงใหล

 

“ฉันจะให้รูปนี้กับเธอก็ได้  แต่มีเงื่อนไข 2 อย่าง”

“เงื่อนไข...?”

 

ทาคาโอะพยักหน้า

 

“ข้อแรก  ฟุริฮาตะซังต้องอนุญาตให้ฉันเอารูปนี้ไปแปะบอร์ดแสดงผลงานของชมรมถ่ายภาพตอนวันงานโรงเรียนได้”

“ท....ทาคาโอะซัง  ล้อเล่นใช่ไหมคะนี่”

“คิดว่าล้อเล่นรึเปล่าล่ะ”

 

เหยี่ยวสาวแห่งชมรมถ่ายภาพหัวเราะเบาๆ

 

“เงื่อนไขข้อที่ 2  เธอต้องไปขอ Rosa chinensis en bouton ให้อนุญาตเรื่องนี้ด้วย”

 

ฟุริฮาตะเบิกตากว้าง

 

“อ...อาคาชิซามะน่ะเหรอ  ร....เรื่องแบบนั้นทาคาโอะซังทำเองก็ได้นี่นา”

“เห็นฉันดูเป็นคนเข้ากับใครต่อใครได้ง่ายแบบนี้  แต่พวกยามายูริไคน่ะไม่ไหวจริงๆ น้า ยังไงก็รู้สึกว่าน่ากลัวอยู่ดี”

“ถ้าอย่างนั้นเป็นฉันแล้วไม่ยิ่งแย่กว่าเหรอคะ”

“ทำไมล่ะ?”  ทาคาโอะเอียงคอนิดๆ  “อาคาชิซามะน่ะ  ปกติแล้วไม่ใช่คนที่จะยุ่งกับเด็กรุ่นน้องหรอกนะ  แต่เมื่อเช้ากลับเข้าไปผูกคอซองให้เธอด้วยตัวเองเสียอย่างนั้น”

 

เด็กสาวผมดำเดินเข้ามาใกล้แล้วอมยิ้ม

 

“กับคนที่ถูกใจอาจจะเข้าใกล้โดยที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ทันคิดก็ได้  แล้วเจ้าตัวก็ดูจะไม่รู้ตัวจริงๆ ซะด้วย  ดูนี่สิ.....”

 

รูปถ่ายใบเดิมถูกยื่นมาให้อีกครั้ง

 

 

 

“พอเห็นแบบนี้แล้ว....เหมือนฟุริฮาตะซังเป็น Soeur ของอาคาชิซามะเลยนะ  ว่าไหม?”

 

 

 

 

+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+

 

 

 

 

ทั้งที่คิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้กับอาคาชิซามะอีกแล้ว  ไม่น่าเชื่อว่าผ่านไปไม่ถึงวันจะต้องพาตัวเองมาพบหน้าอีกฝ่ายแบบนี้อีก

 

ฟุริฮาตะเงยหน้ามองตึกสีขาว 2 ชั้นหลังไม่ใหญ่ไม่เล็กตรงหน้าก่อนจะแอบถอนใจ

 

“อาคาชิซามะ....จะอยู่ที่นี่จริงๆ หรือเปล่านะ”

 

เรือนกุหลาบ....เรียกให้ง่ายอีกอย่างหนึ่งก็คือตึกที่มีไว้สำหรับสมาชิกสภานักเรียนยามายูริไค  สมาชิกส่วนมากจะใช้เวลาอยู่ที่นี่ในตอนเช้าก่อนคาบโฮมรูมและในตอนเย็นหลังเลิกเรียนเพื่อประชุมเรื่องต่างๆ และทำงานของสภานักเรียน 

 

“ช่วงนี้ใกล้จะถึงงานประจำปีของโรงเรียนแล้วด้วย  ได้ยินมาว่าพวกยามายูริไคจะอยู่ที่นี่หลังเลิกเรียนทุกวันเพื่อเตรียมงานน่ะ”

 

ทาคาโอะตอบด้วยรอยยิ้ม  แม้เจ้าตัวจะบอกว่าไม่ค่อยถูกกับพวกยามายูริไค  แต่ก็ยอมตามมาเป็นเพื่อนแต่โดยดี  แถมยืนอยู่หน้าเรือนกุหลาบแบบนี้ยังไม่มีท่าทีเกร็งอะไรเลยสักนิด  ต่างจากเธอที่ตอนนี้เหงื่อแปลกๆ ไหลทั่วตัวไปหมดแล้ว  ไม่รู้ว่าที่บอกว่าไม่ถูกกับยามายูริไคน่ะเรื่องจริงหรือหลอกกันแน่

 

ฟุริฮาตะถอนหายใจเฮือก  ไหนๆ ก็มาจนถึงนี่แล้ว  ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าไปสินะ

 

 

แต่เมื่อยื่นมือไปหาลูกบิดประตูที่อยู่ตรงหน้า  เสียงหมุนเบาๆ ก็ดังขึ้นก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกโดยยังไม่ทันได้ตั้งตัว  ฟุริฮาตะสะดุ้งสุดตัว  เผลอถอยหลังไป 2-3   ก้าวจนแทบจะตกจากพื้นหน้าประตูที่ถูกยกสูงขึ้น  คนที่เปิดประตูออกมาเป็นชายหนุ่มร่างสูงที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน  แต่เครื่องแบบที่ใส่อยู่กลับคุ้นตาเป็นอย่างดี 

นัยน์ตาเฉียบคมหลุบลงมามองหน้าเธอ  ฟุริฮาตะรู้สึกเหมือนจะสั่นไปทั้งตัว  มันเป็นดวงตาที่แม้จะไม่ได้แผ่รังสีไม่เป็นมิตรออกมา  แต่ก็ทรงอำนาจเสียจนหนาวสะท้าน  ชายหนุ่มคนนั้นเมื่อสังเกตเห็นเธอก็เหมือนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ออกนิดๆ เป็นรอยยิ้มสุภาพ 

 

“ขอโทษที”

“ม...ม.....”

 

ตั้งใจจะบอกว่าไม่เป็นไร  หากไม่รู้ทำไมถึงเปล่งเสียงอะไรออกมาไม่ได้เลย  แต่อีกฝ่ายก็พยักหน้าให้อย่างไม่ติดใจอะไร

 

ฟุริฮาตะ  มิซึกิแหงนมองร่างที่สูงกว่าเธอเกือบ 20 เซนติเมตรนั้นจนคอตั้งบ่า  ทั้งที่เป็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  แต่เรือนผมสีแดงที่เปล่งประกาย  ท่วงท่าที่สง่างามกับโครงหน้านั้นกลับรู้สึกคุ้นตา เหมือนเคยเห็นที่ไหน....ความสงสัยนั้นทำให้ฟุริฮาตะเผลอมองตามร่างนั้นไปจนไม่ทันสังเกตเห็นอีกคนที่เดินตามออกมาข้างหลัง

 

“มิซึกิ?”

“โอ....โอนี่จัง!?”

 

พอหันกลับไปตามเสียงเรียก  คราวนี้ก็เจอกับผู้ชายที่หน้าตาคุ้นเคยยิ่งกว่าอะไร  แน่ล่ะ  เพราะที่ยืนอยู่ตรงนี้คือพี่ช