[AkaFuri] In the name of love Ph.3.7

posted on 07 Mar 2015 23:57 by uxmishiz in AkaFuri directory Fiction

 

 

 

 

 

 

 

So they say that time takes away the pain
But I’m still the same
And they say that I will find another you
That can’t be true

Why didn’t I realize
Why did I tell lies
Yeah I wish that I could do it again
Turnin’ back the time

back when you were mine….all mine 

 

(Heartache – One OK Rock)

 

 

 

 

 

 

 


 

 

In the name of LOVE

Akashi Seijurou X Furihata Kouki

 

 

 

 

Phase 3.7  ::  No more

 

 

 

 

 

 

“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง  ฟุริ”

 

 

ฟุริฮาตะเงยหน้าขึ้นมาจากชามราเม็ง  มีความรู้สึกเหมือนเป็นเดจาวู  เมื่อ 4-5 วันก่อนก็ดูคับคล้ายคับคลาว่าจะเคยถูกถามด้วยคำถามแบบนี้มาแล้วยังไงก็ไม่รู้  เพียงแค่เปลี่ยนจากร้านเนื้อย่างเป็นร้านราเม็ง  และคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็ไม่ใช่อดีตกัปตันทีมเซย์รินผมสั้นใส่แว่น   แต่เป็นผู้ชายตัวใหญ่หน้าตาใจดีกับผมสีน้ำตาลแทน

 

ฟุริฮาตะเคี้ยวเส้นราเม็งหงับๆ ในปาก  ซดน้ำตามให้กลืนคล่องคอก่อนจะตอบ

 

 

“ถ้าหมายถึงเรื่องงานก็ตามที่ประชุมไปวันก่อนนะครับ  เทสท์ระบบส่วนนึงแล้วมีเออเร่อนิดหน่อยแต่ก็แก้ไขได้  ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร  แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวละก็  ช่วงนี้ก็ปกติดีครับ”

 

“อืม  ช่วงนี้ฉันถูกเรียกเข้าไปประชุมที่บริษัทอยู่บ่อยๆ  ไม่ค่อยมีเวลาให้เท่าไหร่  แย่จังเลยนะ  เป็นประธานนี่ไม่ดีเลย  ทำงานอยู่ที่เดียวกันแต่กลับไม่ค่อยได้เจอกัน  ทั้งที่ฉันอยากใช้เวลาอยู่กับฟุริให้มากกว่านี้แท้ๆ”

 

 

คิโยชิวางตะเกียบลงแล้วยื่นมือไปวางบนผมนุ่มของฟุริฮาตะ  โยกเล่นเบาๆ อย่างเอ็นดู

 

 

“ไม่เหงาใช่ไหม?”

 

 

มือของคิโยชิใหญ่จนเวลาโดนจับแบบนี้ให้ความรู้สึกเหมือนหัวตัวเองเป็นลูกบาสเลยทีเดียว  แต่ด้วยความอบอุ่นและความคุ้นเคยที่สนิทกันมานาน  ทำให้ฟุริฮาตะรู้สึกวางใจมากกว่าที่จะหวาดกลัว

 

คนอายุน้อยกว่ามุ่นหัวคิ้วแล้วทำหน้าบึ้ง  บ่นพึมพำว่าตัวเองไม่ใช่เด็กๆ แล้วด้วยท่าทางที่น่ารักในสายตาคนมองจนคิโยชิหัวเราะร่า  ใช้ฝ่ามือขยี้ผมฟุริฮาตะไปมาจนยุ่ง

 

 

“ฮ่ะๆๆๆ โทษที  ก็ฟุริน่ารักนี่นา  เลยเผลอแกล้งจนได้”

 

 

ผิวแก้มคนถูกชมร้อนผ่าวขึ้นมาทันตา  ฟุริฮาตะก้มลงมองชามราเม็งที่เกือบจะว่างเปล่าแล้วพึมพำ

 

 

“ผ...ผมไม่ได้น่ารักแบบนั้นสักหน่อย”

 

 

เขามักจะเป็นแบบนี้เสมอเวลาถูกคิโยชิชมด้วยอะไรประมาณนี้  ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็รู้สึกไม่ชินสักที  แล้วการที่ผู้ชายทั้งคนถูกชมว่าน่ารักนี่มันเป็นเรื่องที่ควรภูมิใจซะที่ไหนกันเล่า

 

 

“น่ารักสิ  ไม่ว่าเมื่อไหร่  ฟุริก็น่ารักอยู่แล้ว”

 

 

ไม่ว่าเมื่อไหร่ความสามารถของคิโยชิก็ยังเป็นเรื่องความเนียนและการพูดจาตรงๆ แบบที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนิสัยจริงๆ หรือจงใจกันแน่

 

 

“คิโย.....เทปเป้ซัง!”

 

 

พอโวยวายเข้าอีกฝ่ายก็หัวเราะเสียงดังแล้วชวนให้ฟุริฮาตะจัดการราเม็งที่เหลือให้หมดเสียก่อนที่มันจะเย็น 

 

ราเม็งหมดเกลี้ยง  คิโยชิวางตะเกียบลงก่อนจะถามบางอย่าง

 

 

“ว่าแต่.....ที่ไปรายงานความคืบหน้าของงานที่บริษัทนั้นทุกอาทิตย์นี่เป็นยังไงบ้าง”

 

“เรื่อยๆ ครับ”

 

“แล้วอาคาชิล่ะ  ฟุริต้องรายงานทุกอย่างกับหมอนั่นใช่ไหม”

 

“เอ๋?  อาคาชิเหรอครับ”

 

 

ฟุริฮาตะเลิกคิ้ว

 

 

“ก็ปกติดีนะครับ  ช่วงแรกๆ ก็เกร็งนิดหน่อย  แต่ตอนนี้ก็ปกติดี  ไม่ได้มีอะไรพิเศษ”

 

“.........อา.....งั้นเหรอ  ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะนะ”

 

 

ฟุริฮาตะเอียงคอนิดๆ ขณะจ้องมองสีหน้าของอีกฝ่าย  คิโยชิกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง  เขาดูออกว่านั่นไม่ใช่ความหึงหวง  แม้จะเป็นสีหน้าที่ดูกังวลเล็กน้อย  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องของเขา   เหมือนว่าอีกฝ่ายจะกำลังคิดเรื่องของอาคาชิอยู่มากกว่า

 

 

“มีเรื่องอะไรหรือครับ?”

 

“อา.....พอดีไปได้ยินอะไรมานิดหน่อยน่ะนะ”

 

 

คิโยชิตอบ

 

 

“หมอนั่นเป็นคนเก่งอยู่แล้ว  น่าจะผ่านไปได้ง่ายๆ  แต่ช่วงนี้ก็อาจจะต้องเหนื่อยกันบ้างล่ะ”

 

 

ฟุริฮาตะทำหน้าสงสัย  แต่คิโยชิเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นเสียแล้ว  ท้ายที่สุดตั้งแต่จบจากอาหารมื้อนั้นจนกระทั่งกลับบ้าน  ฟุริฮาตะก็ไม่มีโอกาสได้ถามซ้ำถึงเรื่องเมื่อครู่นี้อีกเลย

 

 

 

 

 

 

I N   T H E   N A M E   O F   L O V E

 

 

 

 

 

 

อาคาชิดูเหนื่อยจริงๆ อย่างที่คิโยชิว่า

 

 

หลังจากวันที่เอาแซนวิชกับสปอร์ตดริ้งค์ขึ้นไปให้แล้วเจออีกฝ่ายนั่งหลับคาเก้าอี้พร้อมกองเอกสารเต็มโต๊ะวันนั้น  ฟุริฮาตะก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านดึกอีก  เลยไม่มีโอกาสเห็นว่าท่านประธานของ A.K. Corporation ยังทำงานอยู่บริษัทคนเดียวจนดึกดื่นอีกหรือไม่  ร่องรอยความเหนื่อยของอาคาชินั้น  ฟุริฮาตะมีโอกาสเห็นได้แค่ครั้งเดียว  นอกจากนั้นภายในเวลางาน  อีกฝ่ายจะคงความเนี้ยบสมบูรณ์แบบเหมือนเดิมเอาไว้ทุกกระเบียดนิ้ว   เรียกได้ว่าหากเขาไม่บังเอิญขึ้นไปหาอาคาชิในวันนั้น  คงไม่มีทางได้เห็นว่าอีกฝ่ายเพลียกับงานมากขนาดไหน  และแน่นอน....พนักงานบริษัทคนอื่นๆของอาคาชิก็คงไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน

 

นับตั้งแต่ที่ได้คุยกับคิโยชิในร้านราเม็ง  ฟุริฮาตะสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างในบริษัทของอาคาชิจริงๆ  ระบบการทำงานที่เห็นภายนอกยังเป็นระเบียบเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพสูงเหมือนเดิม  แต่ไม่รู้ทำไมเขาจึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นของความวุ่นวายบางอย่าง  อะไรสักอย่างที่ก่อตัวอยู่ใต้ผิวหน้าที่เรียบสงบราวกับเป็นคลื่นใต้น้ำ

 

นี่เป็นครั้งที่ 2 ของเดือนนี้ที่ฟุริฮาตะเดินเข้ามาในตึกสูง  ปกติเขาต้องเข้ามารายงานความคืบหน้าของการทำงานเดือนละครั้ง  แต่คราวที่แล้วเมื่อเดินขึ้นมาจนถึงห้องๆ เดิม  เลขาที่เห็นหน้ากันจนชินกลับเข้ามาขอโทษว่าวันนี้อาคาชิมีธุระด่วน  ไม่สามารถมารับรายงานได้  ให้กลับไปก่อนแล้วค่อยมาใหม่ในวันหลัง   โดยปกติแล้วอีกฝ่ายจะเว้นช่วงเวลาตรงนั้นเอาไว้เพื่อรับรายงานจากเขาโดยไม่มีเดือนไหนสักเดือนที่จะขอเลื่อนไป เพราะเขาจะมาที่นี่ในวันและเวลาเดิมทุกๆ เดือนตลอด   แต่ครั้งนี้กลับเป็นการขอเลื่อนกะทันหันชนิดที่ว่าไม่มีการแจ้งล่วงหน้าก่อน  ฟุริฮาตะรู้สึกว่านั่นค่อนข้างแปลก  แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก  จนกระทั่งวันนี้               

 

 

ชายหนุ่มเดินถือแฟ้มที่มีเอกสารออกจากลิฟต์เลี้ยวตรงไปหยุดอยู่ตรงหน้าประตูบานเดิมที่เห็นจนคุ้นตา  ไม่มีเลขาหน้าห้องให้กล่าวทักทายเหมือนทุกที  ถ้าอย่างนั้นเธอก็คงจะอยู่ได้ใน....ความคิดเรื่อยเปื่อยแล่นผ่านสมอง   ฟุริฮาตะยกมือขึ้นเคาะประตู  ไม่มีเสียงเอ่ยคำอนุญาตให้เปิดประตูเข้าไปข้างใน  แต่กลับเป็นเลขาคนเดิมมาเปิดประตูให้แทน

 

เมื่อเห็นว่าเป็นเขา  หญิงสาวยิ้มแล้วขยับตัวหลบเป็นเชิงว่าให้เดินเข้ามาในห้อง

 

 

“รอแป๊บนะจ๊ะ” 

 

 

เธอกระซิบเบาๆ   ผายมือไปที่โซฟาก่อนที่จะถอยห่างออกไป  พอเข้ามายืนอยู่ด้านใน  ฟุริฮาตะถึงเพิ่งจะได้ยินประโยคภาษาอังกฤษรัวเร็วจากประธานบริษัทใหญ่ที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ตรงมุมหนึ่ง  อาคาชิขมวดคิ้วมุ่น  ใบหน้าดูเคร่งเครียด  เนื้อหาที่คุยกันนั้นเขาฟังไม่เข้าใจเลยสักคำ  แต่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอยู่พอสมควร  หลังจากที่กาแฟร้อนๆ ถูกเสิร์ฟให้และเลขาคนสวยถอยฉากไปได้พักใหญ่  อาคาชิจึงวางโทรศัพท์แล้วหันกลับมา

 

 

“ขอโทษที”

 

 

อาคาชิโยนโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะแล้วถอนหายใจนิดๆ  

 

ฟุริฮาตะถึงกับเลิกคิ้วขึ้น  ท่าทางแบบนี้เขาไม่เคยเห็น  ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหนก็ตาม  ใบหน้าของอาคาชิมักจะเรียบเฉยอยู่เสมอ  คราวนี้สิ่งที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ใช่ความเหนื่อยอ่อนหรือโมโห  แต่ดูเหมือนกำลังรำคาญอะไรสักอย่างมากกว่า  ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าแปลกอยู่ดี

 

ก่อนที่จะได้พูดอะไร  ประตูห้องถูกเปิดออกอีกครั้งและเลขาคนเดิมเดินเข้ามายื่นเอกสารอะไรให้อาคาชิสักอย่างก่อนกลับออกไป  นัยน์ตาคู่คมกวาดมองอยู่ 2-3 ครั้งก่อนขมวดคิ้วอีกครั้งหนึ่ง 

 

 

“ขอโทษ  วันนี้ช่วยกลับไปก่อนได้ไหม”

 

“เอ๊ะ?”

 

 

ฟุริฮาตะเบิกตากว้าง  อาคาชิวางเอกสารก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้  คราวนี้สีหน้าดูมีร่องรอยของความอ่อนเพลียจริงๆ  แม้จะเพียงแค่นิดเดียวก็ตาม

 

 

“วางเอกสารเอาไว้  เดี๋ยวผมอ่านเองทีหลัง  แล้วจะติดต่อไปอีกที”

 

“อ่ะ....ครับ”

 

 

ฟุริฮาตะเดินไปยื่นเอกสารส่วนที่เตรียมไว้สำหรับอีกฝ่ายเป็นปกติให้  อาคาชิรับไว้ 

 

 

“ขอโทษนะที่ทำให้เสียเวลา”

 

“ไม่เป็นไรครับ  มันเป็นหนึ่งในงานอยู่แล้ว  อีกอย่างบริษัทก็อยู่ใกล้แค่นี้  จะให้มาหลายๆ รอบก็ไม่เป็นไรหรอกครับ”

 

“ขอบคุณมาก  คุณกลับได้”

 

 

อาคาชิพูดจาแบบนี้เสมอหากกำลังอยู่ระหว่างการทำงาน  ซึ่งก็เป็นวิธีการพูดที่ฟุริฮาตะคุ้นเคยดีและไม่ได้มีปัญหาอะไรกับมัน  คนฟังพยักหน้าทั้งที่ยังรู้สึกงงๆ  แต่ก่อนที่จะตัดสินใจหมุนตัวกลับ  น้ำเสียงที่ดูลังเลราวกับไม่แน่ใจว่าจะถามดีหรือไม่ก็เอ่ยขึ้น

 

 

“มี....อะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่า”

 

 

นัยน์ตาคมกริบสีแดงสวยละจากเอกสารในมือขึ้นมามอง  วิธีการพูดที่เปลี่ยนมาเป็นกันเองมากกว่าที่จะเป็นภาษาสุภาพตามหลักธุรกิจในตอนต้นทำให้ดวงตาคู่นั้นอ่อนแสงลงนิดหนึ่ง   แต่ถึงกระนั้นอาคาชิก็ยังกล่าวปฏิเสธ

 

 

“ไม่เป็นไร  มันเป็นเรื่องในบริษัท  ฉันจัดการเอง  วันนี้โคคิกลับไปเถอะ  ขอบคุณมาก  ขอโทษด้วยที่ทำให้เสียเวลา”

 

 

เนื้อหาที่เคยพูดมาแล้วครั้งหนึ่ง  แต่ร่างสมส่วนพูดมันออกมาอีกครั้งในฐานะของอาคาชิ  เซย์จูโร่  ไม่ใช่ประธานบริษัท A.K. Corporation  เมื่ออีกฝ่ายยืนยันชัดเจนแบบนี้ฟุริฮาตะก็ไม่เห็นประโยชน์ที่จะเซ้าซี้ต่อ  เลยบอกลาสั้นๆ แล้วเดินออกจากห้องมา

 

 

 

เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ.....

 

เขานึกสงสัยอยู่ในใจว่ามันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่คิโยชิพูดขึ้นมาในวันนั้นหรือเปล่า  ถ้าไปถามบางทีอาจจะรู้อะไรได้มากขึ้น

 

 

เดินไปถึงหน้าลิฟต์ก็เจอเลขาของอาคาชิหอบแฟ้มเอกสารกองสูงท่วมหัวยืนรออยู่เหมือนกัน  แม้จะกำลังยืนอยู่บนส้นสูงหลายนิ้วและหอบแฟ้มมากมาย  แต่ตัวเธอกลับไม่โอนเอนหรือดูลำบากเลยสักนิด  สมแล้วที่เป็นเลขานุการมือ 1 ที่น่าจะถูกฝึกมาอย่างดี  แต่ถึงกระนั้น  ด้วยความที่หล่อนเป็นผู้หญิง  ฟุริฮาตะจึงอดไม่ได้ที่จะรีบเดินเข้าไปใกล้

 

 

“ผมช่วยถือมั้ยครับ”

 

“.......ขอบคุณค่ะ”

 

 

ดูจากสีหน้ายามที่หันมาพอจะรู้ได้ว่าอันที่จริงเธอไม่ลำบากอะไร