[AkaFuri] In the name of love Ph.3.6

posted on 28 Feb 2015 03:05 by uxmishiz in AkaFuri directory Fiction

 

 

 

 

 

You got me goin' round in circlers still my heart is spinning
I'm all mixed up whatever will I do
Just when I think we've gone somewhere we're back to the beginning
I'm really gettin' nowhere fast with you

 

(Liz  Anderson)

 

 

 

 


 

In the name of LOVE

Akashi Seijurou X Furihata Kouki

 

 

 

 

Phase 3.6  ::  Merry Go Round

 

 

 

 

 

“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ  ฟุริ”

 

 

ฟุริฮาตะเงยหน้าขึ้นมาจากเตาที่เพิ่งคีบเนื้อชุดใหม่ลงไปย่างอยู่หยกๆ  แก้วเบียร์ที่มีไอเย็นเกาะพราววางลงตรงหน้าไล่เลี่ยกับเจ้าของแก้วที่นั่งตามลงมา  เนื้อย่างส่งเสียงฉ่าๆ  ชายหนุ่มสวมแว่นที่เพิ่งทุกตัวลงนั่งเมื่อครู่ยื่นตะเกียบมาช่วยพลิกเนื้อแทน

 

 

“ก็...เรื่อยๆ นะครับ  งานไม่หนักมาก”

 

“งั้นหรือ  แต่ดูเหมือนเจ้าคิโยชิจะตรงข้ามกันเลยนะ  ป่านนี้แล้วยังไม่เลิกงานอีก”

 

“คิโยชิเซมไปมีประชุมกับนัดทานข้าวของบอร์ดบริหารที่สาขาใหญ่น่ะครับ”

 

“ฮือ  มันโทรมาบอกแล้วล่ะ”

 

 

ฮิวงะพยักหน้านิดๆ ขณะยื่นตะเกียบลงไปพลิกเนื้อ  โต๊ะอีกด้านหนึ่งส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย  ดีที่ตอนนี้ในร้านมีแต่พวกเขาและเป็นร้านที่มีไว้เพื่อสังสรรค์เฮฮาอยู่แล้ว  ต่อให้เสียงดังไปสักหน่อยก็ยังไม่สร้างความเดือดร้อนแต่อย่างใด

 

 

วันนี้เป็นวันเลี้ยงฉลองที่คางามิซึ่งปกติทำงานเป็นนักบาสมืออาชีพอยู่ที่อเมริกากลับมาพักผ่อนที่ญี่ปุ่น  ตอนแรกตั้งใจว่าจะเป็นแค่การนัดทานข้าวเล็กๆ ระหว่างทีมเซย์รินเก่า  แต่อยู่ดีๆ ทาคาโอะที่บังเอิญรู้ข่าวก็ขอตามมาด้วย  ซึ่งแน่นอนว่าแม้จะผ่านมาเป็น 10 ปี  แต่สายสัมพันธ์ของคู่หูทีมชูโตคุยังคงแน่นหนา  จึงเป็นเรื่องปกติที่เมื่อทาคาโอะปรากฏตัวขึ้นมาร้านจะมีมิโดริมะในเสื้อกาวน์สีขาวและหน้าผากยับย่น (เพิ่งเสร็จงานจากคลินิกสัตวแพทย์)  ติดสอยห้อยตามมาด้วยอย่างที่เจ้าตัวก็ทำหน้าไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่  ส่วนอาโอมิเนะนั้น...เพราะกลับมาไฟล์ทเดียวกันจึงโดนลากมาด้วยโดยปริยาย  พร้อมกับโมโมอิและอิมาโยชิที่ไปรับอาโอมิเนะกับคางามิที่สนามบินกับคุโรโกะ  ระหว่างทางมาที่ร้านเจอคาซามัตสึเพิ่งเลิกงานกำลังเดินกลับบ้านพอดีจึงชวนมาด้วยกัน  แล้วพอเป็นแบบนั้น  คิเสะที่ตอนนี้กลายเป็นนายแบบดังดันรู้ขาวมาจากไหนไม่รู้  ก็โทรศัพท์มางอแงกับคาซามัตสึจะขอมาด้วยคนให้ได้  (หลังจากพยายามโทรหาคุโรโกะแล้วแต่โดนตัดสายทิ้ง)  พอทุกคนเริ่มย่างเนื้อไปแล้วครึ่งชั่วโมง  นายแบบที่ตอนนี้พ่วงตำแหน่งดาราดังก็โผล่เข้ามาในร้านเนื้อย่างด้วยสภาพที่ราวกับเพิ่งออกจากกองถ่ายมากหยกๆ เลยทีเดียว

 

ฝั่งเซย์รินวันนี้ที่ติดงานมีคิโยชิ  เทปเป้  กับริโกะที่มาไม่ได้  ดังนั้นสมาชิกที่เหลือจึงอยู่กันค่อนข้างพร้อมหน้าพร้อมตา  ชายฉกรรจ์นับ 10 มารวมอยู่ในที่เดียวกัน  แถมหลายคนในนั้นยังเป็นตัวเอนเตอร์แทนอีกต่างหาก  ความวุ่นวายขนาดย่อมจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

บรรยากาศอบอุ่นสนุกสนานเหมือนเมื่อตอนอยู่ม.ปลายไม่มีผิด  ฟุริฮาตะเฮฮากับทุกคนอยู่พักหนึ่งก่อนจะหลบมาย่างเนื้อเตาข้างๆ ที่เงียบกว่าเพราะความหิวที่วันนี้ยังไม่ได้กินอะไรเลยมาตั้งแต่มื้อกลางวัน  ย่างไปดื่มเบียร์ไปได้สักพัก  อดีตกัปตันทีมเซย์รินถึงตามมานั่งด้วยอย่างที่เห็น

 

 

ฮิวงะ  จุนเปขยับแว่นสายตาที่เปลี่ยนมาเป็นอันที่ 2 แล้วนับตั้งแต่จบจากโรงเรียนเซย์ริน  ผมตัดสั้นรับกับใบหน้า  ดูๆ แล้วเป็นทรงคล้ายกับของภรรยาที่ไม่ได้มาปรากฏตัวอยู่ ณ.ที่นี้มากเลยทีเดียว

 

 

“ริโกะเซมไปเป็นยังไงบ้างครับ”

 

“ริโกะเหรอ  ยัยนั่นก็สบายดี  เพียงแต่โนโบรุยังเด็ก  ไม่อยากทิ้งไว้คนเดียวเลยต้องอยู่ดูแลน่ะนะ”

 

 

หลังจากเรียนจบได้พักหนึ่ง  ฮิวงะกับริโกะก็แต่งงานกันตามความคาดหมาย  โนโบรุคือลูกชายคนที่ 2 ที่เพิ่งคลอดออกมาได้ไม่นาน  เท่าที่เห็นจากการไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลคราวที่แล้ว  ครอบครัวอิวงะก็ดูมีความสุขกันดีตามแบบที่ควรจะเป็น

 

 

“ออกมาสังสรรค์แบบนี้ริโกะเซมไปไม่ว่าหรือครับ”

 

“ไม่เลยสักนิด  กลับกันยัยนั่นยังเป็นคนไล่ฉันออกมาด้วยซ้ำ  หาว่าอยู่ไปก็เกะกะ  ส่วนคาเงโทระซังก็เห่อหลานเสียไม่มี  มาได้ทุกวันจนแทบจะลงหลักปักฐานอยู่บ้านนี้แล้ว”

 

 

ฮิวงะกัดฟันกรอดๆ  ฟุริฮาตะหัวเราะคิก  ถึงจะบ่นอย่างนั้นอย่างนี้  แต่ฮิวงะดูน้อยใจที่ถูกแย่งเวลาที่จะได้อยู่กับลูกมากกว่าจะโมโหจริงๆ จังๆ

 

 

“ขอแสดงความยินดีด้วยอีกครั้งนะครับ  ฮิวงะเซมไป  ขอให้ลูกชายมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ”

 

“อา  ขอบคุณมากนะ”

 

“เสียดายที่ริโกะเซมไปไม่ได้มาด้วยกัน”

 

“หลังจากนี้อีกสัก 3-4 เดือนก็คงจะพอออกไปไหนมาไหนได้บ้างล่ะ”

 

 

เนื้อที่สุกแล้วถูกคีบใส่จานแบ่งกันไป  ฮิวงะ  จุนเปมองชายหนุ่มรุ่นน้องคีบเนื้อเข้าปากตุ้ยๆ ขณะที่ตัวเองยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม  ข้างตัวฟุริฮาตะก็มีแก้วเบียร์ที่พร่องลงไปแล้วเช่นกัน  หากเป็นเมื่อก่อนคงนึกภาพอีกฝ่ายดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์เช่นนี้ไม่ออก  แต่ตอนนี้ทั้งฮิวงะและฟุริฮาตะต่างก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้วทั้งคู่  แถมยังเป็นพนักงานบริษัทเสียอีก  เรื่องดื่มเหล้าเบียร์นับว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการเข้าสังคม

 

 

ฟุริฮาตะมีหน้าตาที่ค่อนข้างเรียบร้อยไม่ต่างจากตอนม.ปลายเท่าไหร่นัก  แม้จะไม่ได้หน้าตาดีจัดจนโดดเด่นเหมือนพวกคิเซกิเซได  แต่ก็นับว่าน่าจะเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ อยู่หลายคน

 

 

“ฟุริ”

 

“ครับ?”

 

“ชีวิตตอนนี้ดีอยู่แล้วใช่ไหม”

 

 

คนถูกถามเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อย

 

 

“ก็ไม่มีเรื่องทุกข์ใจอะไรเป็นพิเศษนะครับ”

 

“อ่า....”

 

 

ฮิวงะยกมือขึ้นเกาหัวนิดๆ เหมือนรู้สึกประหม่า

 

 

“ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอกะ  แต่แค่รู้สึกว่า....ยังไงดีล่ะ  คือตอนม.ปลายนายก็ชอบผู้หญิงใช่ไหม  แล้วอายุเท่านี้ก็พอเหมาะที่จะคิดเรื่องแต่งงานมีครอบครัวแล้วด้วย  คือฉํนได้ต่อต้านเรื่องของนายกับคิโยชิหรอกนะ  เพียงแต่....ถ้านายมีใครอยู่ในใจ  หรือถ้าถูกไอ้บ้านั่นตื้อจนปฏิเสธไม่ได้ล่ะก็  ไม่ต้องเกรงใจ  แล้วก็ไม่ต้องฝืนใจตอบตกลงเพราะเห็นว่าเป็นรุ่นพี่หรือมีบุญคุณกันมา  ความรักน่ะไม่ใช่เรื่องแค่นั้น  นายเข้าใจที่พูดใช่ไหม”

 

 

ฟุริอาตะนิ่งไป  เมื่อตีความประโยคที่ฮิวงะพูดออกมาแล้วก็รู้สึกเข้าใจได้ลางๆ ว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่ออะไร

 

 

“ผม....ไม่ได้คบกับคิโยชิเซมไปด้วยความรู้สึกแบบนั้นหรอกครับ”

 

 

ตอบออกไปโดยไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย  ฮิวงะเองก็คงรู้สึกขัดเขินอยู่บ้างเหมือนกันจึงยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มกลบเกลื่อน  เสตาไปทางอื่นแล้วพึมพำว่า  ถ้าอย่างนั้นก็ดี

 

 

 

 

 

 

หลังจากงานเลี้ยงเลิก  ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน  เพราะเผลอดื่มมากกว่าที่คิดเอาไว้จนรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย  ฟุริฮาจะเลยเลือกที่จะเรียกแท็กซี่แทนการเดินไปขึ้นรถไฟอย่างที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรก

 

 

เมื่อหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็ค  ก็พบว่ามีเมลจากคิโยชิที่ยังไม่ได้อ่านเข้ามาอยู่ 1 ฉบับ  เขาเปิดออกดูและพิมพ์ข้อความตอบกลับ 2-3 ประโยคก็มีแท็กซี่มาจอดตรงหน้าพอดี  ฟุริฮาตะสอดตัวเข้าไปนั่ง  บอกจุดหมายปลายทาง  หลังจากที่รถออกก็ก้มหน้ากลับมากดส่งอีเมลจนเสร็จแล้วเก็บมือถือลงในกระเป๋าเสื้อเหมือนเดิม

 

 

คำพูดของฮิวงะเซมไปในวันนี้สะกิดใจเขาอยู่นิดหน่อย

 

 

หากพูดถึงคนในจำนวนน้อยคนที่รู้เรื่องระหว่างเขากับคิโยชิเซมไปแล้วล่ะก็  นอกจากคุโรโกะแล้วก็มีฮิวงะเซมไปนี่ล่ะ  (และเมื่อฮิวงะเซมไปรู้  แน่นอนว่าริโกะเซมไปก็คงจะรู้ด้วยเหมือนกัน)  แต่ฮิวงะเซมไป....ไม่ได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนจะมาคบกับคิโยชิเซมไปของเขา  คนที่รู้มีเพียงคิโยชิเซมไป  ริโกะเซมไป  คุโรโกะ  และที่พอจะรู้บ้างแต่ไม่ละเอียดก็คือฟุคุดะกับคาวาฮาระเท่านั้น  เพราะอย่างนั้นจึงไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายจะสงสัยว่าทำไมคนที่น่าจะเป็นผู้ชายปกติอย่างเขาถึงตอบตกลงคบกับคิโยชิเซมไป  ทั้งที่ตอนแรกก็ยังชอบผู้หญิงอยู่เลยแท้ๆ  แถมตลอด 10 ปีที่ผ่านมานี่ก็พอมีผู้หญิงเข้าหาอยู่บ้าง  แต่ฟุริฮาตะก็ปฏิเสธไปหมด

 

 

นั่นสินะ  ทั้งๆ ที่จะคบกับผู้หญิงธรรมดาก็ได้  อีกไม่กี่ปีอายุก็จะเข้าเลข 3 แล้ว  ตามปกติควรคิดเรื่องแต่งงานมีครอบครัว  แต่น่าแปลกที่เขาไม่ได้มีความรู้สึกอยากจะทำแบบนั้นเลย

 

 

ทั้งที่น่าจะผ่านช่วงเวลาอยากรู้อยากลองไปแล้ว  และโอกาสก็ผ่านมาตั้งหลายครั้ง  แต่เขากลับปล่อยให้มันผ่านไป  หลังจากที่อาคาชิไปเรียนต่อบอสตันก็ใช้เวลาตั้งหลายปีกว่าจะเริ่มต้นคบใครใหม่อีกครั้ง  แต่พอจะเริ่มต้นใหม่  มือที่ยื่นออกไปจับไว้ก็กลายเป็นมือของผู้ชายเหมือนกันเสียอีก  หรือเขาจะกลายเป็นโฮโม 100% อย่างชนิดที่ไม่สามารถหันหลังกลับได้อีกแล้วจริงๆ

 

 

รถแท็กซี่แล่นผ่านออฟฟิศ  และห่างจากนั้นออกไปอีก 2 ถนนก็เป็นสำนักงานใหญ่ของ A.K. Corporation  ฟุริฮาตะสังเกตเห็นแสงไฟจากด้านบนตั้งแต่ที่ตึกสูงนั้นยังอยู่ไกลๆ  หรี่ตามองดูก็พบว่าแสงนั้นน่าจะมาจากห้องทำงานของอาคาชิ

 

 

ดึกป่านนี้แล้วยังทำงานอยู่อีกหรือ 

 

 

เขาย่นหัวคิ้วอย่างสงสัย  แต่เพราะแสงไฟนั้นอยู่ชั้นบนสุด  และตึกของ A.K. Corporation ก็สูงเหลือใจ  ยิ่งรถแล่นเข้าไปใกล้มันจึงค่อยๆ ลับหายไปในที่สุด

 

 

โทรศัพท์มือถือสั่นอีกครั้ง  เมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นเมลของคิโยชิที่ตอบกลับมา  ฟุริฮาตะใช้นิ้วโป้งพิมพ์ตอบ 2-3 คำก่อนจะกดส่ง

 

 

กับคิโยชิ....มันไม่ใช่การฝืนใจหรือตกลงคบด้วยเพราะปฏิเสธไม่ได้  แต่หากจะถามว่าใช่ความรักไหม...ก็คงไม่สามารถพูดได้ขนาดนั้น

 

 

เพราะเป็นคนที่คอยอยู่ข้างๆ มาเสมอ  เพราะเป็นคนที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นปลอดภัยถึงได้อยู่ด้วยอย่างสบายใจ  กิจกรรมที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนรักกันระหว่างฟุริฮาตะกับคิโยชินั้นแทบจะเรียกได้ว่าไม่มี  เพราะอีกฝ่ายอยู่เมืองนอกแทบจะตลอดเวลา  หลังจากเรียนจบกลับมาแล้วเขากับคิโยชิคบกันก็จริง  แต่หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็ต้องไปฝึกงานในบริษัทใหญ่เพื่อเตรียมรับตำแหน่งผู้บริหารแทบจะทันที  ความรู้สึกของเขาที่มีต่อคิโยชิไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนที่ยังเป็นเพียงรุ่นพี่รุ่นน้องธรรมดามากนัก

 

ฟุริฮาตะไม่ได้อึดอัดหรือไม่พอใจ  เขามีความสุขดีกับสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้  แต่ถ้าหากวันนั้นคิโยชิไม่ได้เอ่ยปากขอคบ  ฟุริฮาตะก็ยังสามารถมีความสัมพันธ์แค่ในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องกับอีกฝ่ายต่อไปได้โดยไม่ทำให้เดือดร้อนแต่อย่างใด  ความรู้สึกสบายใจที่คิโยชิมอบให้  ต่อให้เป็นคนรักกันหรือไม่ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่แตกต่าง  แล้วถ้าอย่างนั้น  มีความจำเป็นอะไรที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนสถานภาพที่มีต่อคิโยชิ  จากรุ่นน้องกลายเป็นคนรักเช่นนี้ด้วยล่ะ

 

คิดแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ

 

 

 

วันนั้น......เพราะอะไรเขาถึงได้ตอบตกลงไปกันนะ

 

 

 

 

 

 

I N   T H E   N A M E   O F   L O V E

 

 

 

 

 

 

“รายละเอียดทั้งหมดของอาทิตย์นี้มีเท่านี้ครับ”

 

 

ฟุริฮาตะปิดแฟ้มลงเมื่อไล่สายตาอ่านจากเอกสารและรายงานทุกอย่างตามที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดแล้ว  อาคาชิอ่านทวนในส่วนของรายละเอียดที่อีกฝ่ายได้เตรียมเผื่อไว้ให้อีกชุดจนถ้วนถี่  ก่อนที่จะพยักหน้า

 

 

“เรื่องที่ขอให้ไปแก้ไขเพิ่มเติมวันนั้นเรียบร้อยดีใช่ไหม”

 

“ครับ  รายละเอียดตรงส่วนนั้นแนบไฟล์รายงานมาแล้วในเมล.....”<