[AkaFuri] In the name of love Ph.3.5

posted on 23 Feb 2015 00:51 by uxmishiz in AkaFuri directory Fiction

 

 

 

 

 

 

 

 

“อะไรที่มองไม่เห็น  ไม่ได้หมายความว่ามันจะหายไปจากตรงนั้น”  

 

( CoffeeMate in D)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

In the name of LOVE

Akashi Seijurou X Furihata Kouki

 

 

 

 

Phase 3.5  ::  Point of view

 

 

 

 

 

ปลายนิ้วเรียวพลิกหน้านิตยสารในมือทีละแผ่นอย่างใจเย็น  แม้จะกำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟกลางห้างดังที่มีผู้คนพลุกพล่าน  แต่นัยน์ตาสีฟ้าคู่โตกลับยังสามารถจับจ้องอยู่กับสิ่งที่กำลังอ่านได้อย่างมีสมาธิ 

 

คุโรโกะ เท็ตสึยะรับมือกับตัวอักษรได้ดี  ส่วนหนึ่งเพราะอาชีพที่ทำอยู่ทุกวันนี้เกี่ยวข้องกับมันโดยตรง  และอีกอย่างก็คือเขาค่อนข้างชอบมันเป็นพิเศษอยู่แล้ว  แม้นิตยสารวัยรุ่นพวกนี้จะไม่ได้อยู่ในประเภทหนังสือที่ชอบเท่าไหร่  แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้อ่านเลย

 

เขาเอื้อมมือหยิบแก้ววนิลาเชคตรงหน้าขึ้นมาดูดเงียบๆ  รสชาติไม่เลว  สมแล้วกับราคาที่อุตส่าห์จ่ายไป   เครื่องดื่มในห้างดังแบบนี้เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้ลิ้มรสเท่าไหร่นัก  แม้จะอร่อยใช้ได้  แต่คุโรโกะก็ยังคงชอบวนิลาเชคไซส์ S ราคาเป็นมิตรกับผู้บริโภคของมาจิบะมากกว่าอยู่ดี

 

 

เสพย์กลิ่นวนิลาหอมๆ อีกอึก 2 อึก  สายตาก็เห็นใครบางคนเดินผ่านหน้า  คุโรโกะเงยหน้าขึ้น  เห็นผู้ชายคนหนึ่งในชุดพนักงานบริษัทหนีบกระเป๋าเอกสารไว้ที่ข้างหนึ่ง  สูทตัวนอกถอดพาดไว้บนแขนข้างนั้น  ผมสีน้ำตาลดูไม่ค่อยเนี๊ยบเท่าไหร่แต่ก็เป็นปกติของคนเพิ่งเลิกงาน  เขาวางแก้ววนิลาเชคลงบนโต๊ะก่อนจะเรียก

 

 

“ฟุริฮาตะคุง”

 

 

เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยง  นัยน์ตาสีน้ำตาลมองซ้ายมองขวาเลิกลั่กอยู่ครู่ใหญ่  ต้องเรียกซ้ำอีกครั้งกว่าอีกฝ่ายจะหาเจอได้ว่าคนเรียกอยู่ตรงไหน  เมื่อเห็น  ฟุริฮาตะก็เบิกตากว้างก่อนจะโบกไม้โบกมือกลับมาให้อย่างร่าเริง

 

 

 

“คุโรโกะ!!”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้างครับ”

 

“ก็เรื่อยๆ น่ะ  งานก็ยังเหมือนเดิม  สุขภาพก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน”

 

 

ฟุริฮาตะนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม  ยกถ้วยกาแฟขึ้นจรดริมฝีปาก  คุโรโกะแอบสังเกตท่าทางของคนตรงหน้า  แม้จะไม่ได้พบกันมานานแต่ดูท่าว่าอีกฝ่ายจะสบายดีอย่างที่พูดจริงๆ

 

 

“แล้วคุโรโกะล่ะ  หนังสือเล่มใหม่เป็นยังไงบ้าง  เสียดายจังที่วันแรกฉันติดงาน  ไม่อย่างนั้นคงไปต่อแถวขอลายเซ็นด้วยกันแล้วล่ะ”

 

“ถ้ายังไงผมจะส่งหนังสือพร้อมลายเซ็นอีกชุดนึงไปให้ที่บ้านก็ได้นะครับ”

 

“เอ๋! ไม่เอาหรอกแบบนั้นน่ะ  เกรงใจออก  ยังไงฉันก็ซื้อหนังสือของนายมาแล้วด้วย  เดี๋ยวเจอกันคราวหน้าค่อยเอามาให้เซ็นต์ก็ได้”

 

“เอาแบบนั้นหรือครับ”

 

“อื้อ”

 

 

เพราะฟุริฮาตะพยักหน้าอย่างแข็งขัน  ชายหนุ่มผมสีฟ้าอ่อนที่ยังจืดจางแม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตามถึงได้ยอมตกลง

 

 

“ฟุริฮาตะคุงเพิ่งเลิกงานหรือครับ”

 

“อืม  เพิ่งเลิกงานน่ะ  วันนี้วันศุกร์พอดีเลยออกมาเดินเล่นตากแอร์เสียหน่อย  แล้วนายล่ะ  มีนัดเหรอ  หรือว่า....คางามิกลับมาแล้ว?”

 

 

คุโรโกะส่ายหน้า

 

 

“วันนี้มีนัดจริงๆ ครับ  แต่ไม่ใช่กับคางามิคุง  รายนั้นกลับมาเดือนหน้า”

 

“อ้าวเหรอ  ฉันก็ได้ข่าวแต่ว่าคางามิใกล้จะกลับญี่ปุ่นแล้วแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่  ยังไงเดือนหน้าถ้าหมอนั่นกลับมาแล้วนัดทุกคนออกมากินข้าวกันสักครั้งดีไหม”

 

“ก็ดีนะครับ”

 

 

คุโรโกะยิ้มบางๆ

 

แม้ว่าจะเรียนจบจากเซย์รินมานานหลายปีแล้ว  แต่พวกเขาก็ยังคงติดต่อกันอยู่เรื่องๆ  ทั้งกับคนในทีมเดียวกันหรือกับคนต่างทีมที่สนิทกันอย่างทาคาโอะหรือฮิมุโระ  เพียงแค่ว่าช่วงระยะ  5 ปีหลังที่ทุกคนเริ่มทำงานแล้วนี้นั้น  ต่างคนก็ต่างยุ่งเรื่องงานจนไม่ค่อยมีเวลามาเจอกันเท่าไหร่  แค่ใน 1 ปีมีครั้ง 2 ครั้งที่หาเวลาว่างตรงกันได้ก็นับว่าดีมากแล้ว

 

 

“ว่าแต่  คิโยชิเซมไปก็สบายดีเหมือนกันใช่ไหมครับ”

 

“อ๋อ  อื้ม  เขากลับมาแล้วน่ะ  แถมอยู่ๆ ยังโผล่มาเป็นประธานบริษัทที่ฉันทำงานอยู่เสียด้วยสิ  ตกใจสุดๆ ไปเลย”

 

“โลกกลมนะครับ”

 

 

เพราะเพิ่งคบกันได้ไม่นาน  แถมแต่ละคนก็ใช่ว่าจะว่างมาเจอกันบ่อยๆ  คุโรโกะจึงเป็นเพียง 1  ในคนไม่กี่คนที่รู้เรื่องระหว่างฟุริฮาตะกับคิโยชิ 

 

นัยน์ตากลมโตสีฟ้าอ่อนเหลือบมองอีกฝ่าย  ฟุริฮาตะดูมีความสุขดีตามแบบที่ควรจะเป็น  รอยยิ้มของคนตรงหน้ายังทำให้ผู้ที่ได้มองรู้สึกสบายใจเหมือนเคย  คุโรโกะรู้สึกโล่งอก  ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานี้เขาคอยสังเกตฟุริฮาตะอยู่ห่างๆ โดยที่ไม่ให้เจ้าตัวรับรู้  สีหน้าและแววตาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปีทำให้เขาค่อยๆ โล่งใจ  ฟุริฮาตะไม่หลงเหลือภาพของคนที่วิ่งออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตาและสภาพราวกับนกปีกหักที่เคยเห็นเมื่อ 10 ปีก่อนอีกแล้ว  ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปในทางที่ดีนี้ทำให้คุโรโกะโล่งใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

 

แล้วสิ่งหนึ่งที่โผล่เข้ามาในความคิดก็ทำให้คนตัวเล็กหยุดชะงัก  ข่าวคราวบางอย่างที่เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงจะยังไม่รู้วูบเข้ามา  เขาชั่งใจว่าจะบอกฟุริฮาตะดีหรือไม่  แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าที่ดูสดใสของเพื่อนเก่าแล้ว  คุโรโกะ  เท็ตสึยะก็เลือกที่จะกลืนทุกสิ่งทุกอย่างลงคอกลับไปเหมือนเดิม

 

 

“พูดถึงเรื่องโลกกลม  จะว่าไป  วันก่อนฉันเจออาคาชิด้วยล่ะ”

 

“!!!!!!!”

 

 

แล้วคุโรโกะก็ต้องเป็นฝ่ายตกใจ  เมื่อฟุริฮาตะพูดเรื่องที่เขาเพิ่งตัดสินใจที่จะไม่บอกอีกฝ่ายออกมาเองเสียแล้ว 

 

 

“.......อะไรนะครับ”

 

“ฉันบอกว่า  วันก่อนฉันเจออาคาชิด้วย”

 

“ที่ไหนครับ”

 

“บริษัทของหมอนั่นน่ะ  รู้อะไรไหม  อาคาชิเป็นประธานกรรมการบริหารของบริษัทที่จ้างพวกฉันให้วางระบบให้ปีนี้ล่ะ”

 

 

น้ำเสียงของฟุริฮาตะที่พูดชื่อของอีกคนออกมาได้อย่างง่ายๆ ทำให้คุโรโกะนิ่งไปสักพัก

 

 

“ฟุริฮาตะคุง....ไม่กลัวอาคาชิคุงแล้วหรือครับ”

 

 

“อ่า....อืม”

 

 

คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มบางๆ แล้วก้มหน้าลงเขี่ยปลายนิ้วกับแก้วกาแฟเล่น  เพราะเปลือกตาหลุบลงครึ่งหนึ่งจึงมองเห็นไม่ถนัดว่านัยน์ตาคู่นั้นกำลังแสดงความรู้สึกแบบไหนอยู่กันแน่  แต่ดูท่าว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมานั้นจะไม่ใช่เรื่องโกหก

 

 

“ตั้ง 10 ปีแล้วนี่นะ  อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปแล้วล่ะ  อาคาชิเอง....ก็คงเหมือนกัน  ไม่น่าเชื่อเลยนะ  ว่า 10 ปีที่แล้วจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้มากมายขนาดนั้น  พวกเรานี่ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นได้คุ้มค่ามากจริงๆ  ฮ่ะๆๆๆ”

 

 

คุโรโกะยิ้มบางๆ ให้กับเสียงหัวเราะของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า

 

 

พื้นฐานนิสัยของฟุริฮาตะเป็นอย่างนี้   สว่างไสว  ให้อภัย  แม้จะขี้กลัวขี้กังวลไปบ้าง  แต่ก็ค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าทีละนิดอย่างมั่นคง  สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว...แม้คราวนั้นจะเป็นแผลลึก  แต่ตอนนี้มันจางลงตามกาลเวลาจนแทบมองไม่เห็นรอยเดิม  ซึ่งในสายตาของคุโรโกะแล้วนั่นก็นับว่าเป็นเรื่องดี

 

 

“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีแล้วครับ  คราวก่อนผมได้คุยกับอาคาชิคุง  แล้วก็ถือวิสาสะบอกเรื่องของคุณกับคิโยชิเซมไปไปด้วย  ต้องขอโทษนะครับที่เอาไปเล่าให้คนอื่นฟังโดยไม่ได้รับอนุญาต”

 

 

คนฟังยิ้มแล้วส่ายหน้า

 

 

“อาคาชิเล่าให้ฟังแล้วล่ะ  ไม่เป็นไรหรอก  ฉันไม่คิดมาก   อ่ะ!  ป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย  ฉันขอตัวก่อนก็แล้วกัน  ไว้คางามิกลับมาเมื่อไหร่อย่าลืมส่งเมลมาบอกด้วยนะ”

 

“ครับ  ฟุริฮาตะคุง”

 

 

 

 

คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาลุกขึ้นยืนแล้วโบกมือลา  คุโรโกะมองตามแผ่นหลังนั้นจนกระทั่งอีกฝ่ายหายลับไปกับผู้คน  บริกรเดินมาเก็บแก้วกาแฟที่ไม่มีเจ้าของแล้วพร้อมทั้งเคลียร์โต๊ะให้เรียบร้อย   สะดุ้งนิดหน่อยตอนที่คุโรโกะเอ่ยขอบคุณ  (คงคิดว่าโต๊ะว่างแล้วจึงเดินมาเก็บโดยไม่ทันเห็นว่าเขานั่งอยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำ)  หลังจากที่บริกรคนนั้นจากไป  ชายหนุ่มผมสีฟ้าจึงก้มหน้ากลับไปหานิตยสารเล่มเดิม

 

 

10 นาทีให้หลัง  ที่นั่งฝั่งโต๊ะข้ามที่เพิ่งว่างไปก็มีคนทรุดตัวลงนั่งแทน

 

 

“ขอโทษที่ให้รอ”

 

 

คุโรโกะเงยหน้าขึ้นมาจากตัวหนังสือ  สบตากับผู้ชายใส่สูทสั่งตัดเนื้อดีที่อยู่ตรงหน้า

 

 

 

 

“สวัสดีครับ  อาคาชิคุง”

 

 

 

 

 

 

I N   T H E   N A M E   O F   L O V E

 

 

 

 

 

 

ตัวการที่แท้จริงที่ทำให้คุโรโกะต้องมานั่งดื่มวนิลาเชคในร้านกาแฟราคาแพงกำลังจรดแก้วเอสเพรสโซ่กับริมฝีปากอย่างสงบ 

 

นี่เป็นครั้งแรกที่คุโรโกะพบหน้ากับอีกฝ่ายหลังจากที่อาคาชิกลับมาจากอเมริกา  อดีตกัปตันทีมของเขาดูแผ่รังสีผู้มีอำนาจออกมามากกว่าครั้งสุดท้ายที่เคยเจออยู่มาโขทีเดียว  ดวงตาคู่สวยยังเฉียบคมไม่เปลี่ยน  ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาคนนี้เป็น 1 ในจำนวนไม่กี่คนที่หาเขาเจอได้โดยไม่ต้องส่งเสียงเรียก  ในฐานะคนธรรมดาแล้วรู้สึกดีใจอยู่นิดหน่อย  แต่หากย้อนกลับไปในฐานะนักกีฬาบาสเก็ตบอลแล้ว  การถูกคนที่มี ‘ดวงตาพิเศษ’ พวกนี้หาเจอได้ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของคอร์ทให้ความรู้สึกไม่สบายใจและหงุดหงิดอยู่มากทีเดียว   แต่ ณ. ตอนนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอีกแล้ว

 

นั่งรอเงียบๆ ให้อีกฝ่ายได้จิบกาแฟจนพอใจ  ประธานบริษัทใหญ่ก็วางแก้วกระเบื้องลงบนจานรอง  หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากถุงบนพื้นข้างตัว  วางลงบนโต๊ะก่อนจะเลื่อนมันมาให้เขา

 

 

“เล่มที่ฝากให้หา”

 

 

คุโรโกะหยิบมาพลิกดูแล้วก็ทำตาวาว

 

 

“สมกับที่เป็นอาคาชิคุง  แม้แต่หนังสือที่เลิกตีพิมพ์ใหม่ไปนานแล้วก็ยังอุตส่าห์หามาได้อีกนะครับ”

 

“พอดีว่ารู้จักกับคนเขียนน่ะ   พอไปถามแล้วเขาบอกว่ายังมีฉบับที่ตีพิมพ์ครั้งสุดท้ายเก็บไว้อยู่อีก 2-3 ชุดเลยได้มา”

 

 

น้ำเสียงที่พูดฟังดูเรื่อยๆ เหมือนมันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร  แต่ก็ทำให้คนธรรมดาอย่างคุโรโกะอ้าปากค้างด้วยความทึ่งได้  ใช้เวลานานมากกว่าเขาจะรู้ตัวแล้วหุบปากลง  คนตัวเล็กลูบปกหนังสือที่มีค่ายิ่งกว่าทองสำหรับเขาอย่างทะนุถนอมก่อนจะเก็บลงกระเป๋าไป

 

 

“ขอบคุณมากนะครับ  อาคาชิคุง”

 

“ไม่เป็นไร  ถือเสียว่าเป็นของตอบแทน”

 

 

คุโรโกะเงียบไป  นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนคู่โตมองคนตรงหน้า  แต่ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความสงบ  นัยน์ตาสีแดงสวยเรียบนิ่งดุจน้ำ  รอยยิ้มบางๆ ที่อยู่บนมุมปากชวนให้นึกถึงอาคาชิคนเก่าสมัยที่ยังเป็นกัปตันทีมของเทย์โค  คนตรงหน้าเขาในตอนนี้สงบได้แบบนั้น  ความเป็นผู้ใหญ่....สามารถสัมผัสได้ผ่านท่าทางของอีกฝ่ายจริงๆ  ซึ่งก็ไม่แปลก  ในเมื่อเวลามันล่วงเลยผ่านมาแล้วตั้งเป็น 10 ปี

 

อาคาชิยกแก้วกาแฟขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้ง  คุโรโกะมองอดีตกัปตันทีมที่ตอนนี้กลายเป็นประธานบริษัทผู้ทรงอำนาจไปแล้วก่อนจะลอบถอนหายใจแผ่นเบา  นึกเปรียบเทียบกับผู้ชายอีกคนที่เพิ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ก่อนหน้าที่อาคาชิจะมาเพียงไม่นาน

 

 

 

หากข้อดีของฟ