[AkaFuri] In the name of love Ph.3.5

posted on 23 Feb 2015 00:51 by uxmishiz in AkaFuri directory Fiction

 

 

 

 

 

 

 

 

“อะไรที่มองไม่เห็น  ไม่ได้หมายความว่ามันจะหายไปจากตรงนั้น”  

 

( CoffeeMate in D)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

In the name of LOVE

Akashi Seijurou X Furihata Kouki

 

 

 

 

Phase 3.5  ::  Point of view

 

 

 

 

 

ปลายนิ้วเรียวพลิกหน้านิตยสารในมือทีละแผ่นอย่างใจเย็น  แม้จะกำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟกลางห้างดังที่มีผู้คนพลุกพล่าน  แต่นัยน์ตาสีฟ้าคู่โตกลับยังสามารถจับจ้องอยู่กับสิ่งที่กำลังอ่านได้อย่างมีสมาธิ 

 

คุโรโกะ เท็ตสึยะรับมือกับตัวอักษรได้ดี  ส่วนหนึ่งเพราะอาชีพที่ทำอยู่ทุกวันนี้เกี่ยวข้องกับมันโดยตรง  และอีกอย่างก็คือเขาค่อนข้างชอบมันเป็นพิเศษอยู่แล้ว  แม้นิตยสารวัยรุ่นพวกนี้จะไม่ได้อยู่ในประเภทหนังสือที่ชอบเท่าไหร่  แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้อ่านเลย

 

เขาเอื้อมมือหยิบแก้ววนิลาเชคตรงหน้าขึ้นมาดูดเงียบๆ  รสชาติไม่เลว  สมแล้วกับราคาที่อุตส่าห์จ่ายไป   เครื่องดื่มในห้างดังแบบนี้เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้ลิ้มรสเท่าไหร่นัก  แม้จะอร่อยใช้ได้  แต่คุโรโกะก็ยังคงชอบวนิลาเชคไซส์ S ราคาเป็นมิตรกับผู้บริโภคของมาจิบะมากกว่าอยู่ดี

 

 

เสพย์กลิ่นวนิลาหอมๆ อีกอึก 2 อึก  สายตาก็เห็นใครบางคนเดินผ่านหน้า  คุโรโกะเงยหน้าขึ้น  เห็นผู้ชายคนหนึ่งในชุดพนักงานบริษัทหนีบกระเป๋าเอกสารไว้ที่ข้างหนึ่ง  สูทตัวนอกถอดพาดไว้บนแขนข้างนั้น  ผมสีน้ำตาลดูไม่ค่อยเนี๊ยบเท่าไหร่แต่ก็เป็นปกติของคนเพิ่งเลิกงาน  เขาวางแก้ววนิลาเชคลงบนโต๊ะก่อนจะเรียก

 

 

“ฟุริฮาตะคุง”

 

 

เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยง  นัยน์ตาสีน้ำตาลมองซ้ายมองขวาเลิกลั่กอยู่ครู่ใหญ่  ต้องเรียกซ้ำอีกครั้งกว่าอีกฝ่ายจะหาเจอได้ว่าคนเรียกอยู่ตรงไหน  เมื่อเห็น  ฟุริฮาตะก็เบิกตากว้างก่อนจะโบกไม้โบกมือกลับมาให้อย่างร่าเริง

 

 

 

“คุโรโกะ!!”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้างครับ”

 

“ก็เรื่อยๆ น่ะ  งานก็ยังเหมือนเดิม  สุขภาพก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน”

 

 

ฟุริฮาตะนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม  ยกถ้วยกาแฟขึ้นจรดริมฝีปาก  คุโรโกะแอบสังเกตท่าทางของคนตรงหน้า  แม้จะไม่ได้พบกันมานานแต่ดูท่าว่าอีกฝ่ายจะสบายดีอย่างที่พูดจริงๆ

 

 

“แล้วคุโรโกะล่ะ  หนังสือเล่มใหม่เป็นยังไงบ้าง  เสียดายจังที่วันแรกฉันติดงาน  ไม่อย่างนั้นคงไปต่อแถวขอลายเซ็นด้วยกันแล้วล่ะ”

 

“ถ้ายังไงผมจะส่งหนังสือพร้อมลายเซ็นอีกชุดนึงไปให้ที่บ้านก็ได้นะครับ”

 

“เอ๋! ไม่เอาหรอกแบบนั้นน่ะ  เกรงใจออก  ยังไงฉันก็ซื้อหนังสือของนายมาแล้วด้วย  เดี๋ยวเจอกันคราวหน้าค่อยเอามาให้เซ็นต์ก็ได้”

 

“เอาแบบนั้นหรือครับ”

 

“อื้อ”

 

 

เพราะฟุริฮาตะพยักหน้าอย่างแข็งขัน  ชายหนุ่มผมสีฟ้าอ่อนที่ยังจืดจางแม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตามถึงได้ยอมตกลง

 

 

“ฟุริฮาตะคุงเพิ่งเลิกงานหรือครับ”

 

“อืม  เพิ่งเลิกงานน่ะ  วันนี้วันศุกร์พอดีเลยออกมาเดินเล่นตากแอร์เสียหน่อย  แล้วนายล่ะ  มีนัดเหรอ  หรือว่า....คางามิกลับมาแล้ว?”

 

 

คุโรโกะส่ายหน้า

 

 

“วันนี้มีนัดจริงๆ ครับ  แต่ไม่ใช่กับคางามิคุง  รายนั้นกลับมาเดือนหน้า”

 

“อ้าวเหรอ  ฉันก็ได้ข่าวแต่ว่าคางามิใกล้จะกลับญี่ปุ่นแล้วแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่  ยังไงเดือนหน้าถ้าหมอนั่นกลับมาแล้วนัดทุกคนออกมากินข้าวกันสักครั้งดีไหม”

 

“ก็ดีนะครับ”

 

 

คุโรโกะยิ้มบางๆ

 

แม้ว่าจะเรียนจบจากเซย์รินมานานหลายปีแล้ว  แต่พวกเขาก็ยังคงติดต่อกันอยู่เรื่องๆ  ทั้งกับคนในทีมเดียวกันหรือกับคนต่างทีมที่สนิทกันอย่างทาคาโอะหรือฮิมุโระ  เพียงแค่ว่าช่วงระยะ  5 ปีหลังที่ทุกคนเริ่มทำงานแล้วนี้นั้น  ต่างคนก็ต่างยุ่งเรื่องงานจนไม่ค่อยมีเวลามาเจอกันเท่าไหร่  แค่ใน 1 ปีมีครั้ง 2 ครั้งที่หาเวลาว่างตรงกันได้ก็นับว่าดีมากแล้ว

 

 

“ว่าแต่  คิโยชิเซมไปก็สบายดีเหมือนกันใช่ไหมครับ”

 

“อ๋อ  อื้ม  เขากลับมาแล้วน่ะ  แถมอยู่ๆ ยังโผล่มาเป็นประธานบริษัทที่ฉันทำงานอยู่เสียด้วยสิ  ตกใจสุดๆ ไปเลย”

 

“โลกกลมนะครับ”

 

 

เพราะเพิ่งคบกันได้ไม่นาน  แถมแต่ละคนก็ใช่ว่าจะว่างมาเจอกันบ่อยๆ  คุโรโกะจึงเป็นเพียง 1  ในคนไม่กี่คนที่รู้เรื่องระหว่างฟุริฮาตะกับคิโยชิ 

 

นัยน์ตากลมโตสีฟ้าอ่อนเหลือบมองอีกฝ่าย  ฟุริฮาตะดูมีความสุขดีตามแบบที่ควรจะเป็น  รอยยิ้มของคนตรงหน้ายังทำให้ผู้ที่ได้มองรู้สึกสบายใจเหมือนเคย  คุโรโกะรู้สึกโล่งอก  ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานี้เขาคอยสังเกตฟุริฮาตะอยู่ห่างๆ โดยที่ไม่ให้เจ้าตัวรับรู้  สีหน้าและแววตาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปีทำให้เขาค่อยๆ โล่งใจ  ฟุริฮาตะไม่หลงเหลือภาพของคนที่วิ่งออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตาและสภาพราวกับนกปีกหักที่เคยเห็นเมื่อ 10 ปีก่อนอีกแล้ว  ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปในทางที่ดีนี้ทำให้คุโรโกะโล่งใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

 

แล้วสิ่งหนึ่งที่โผล่เข้ามาในความคิดก็ทำให้คนตัวเล็กหยุดชะงัก  ข่าวคราวบางอย่างที่เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงจะยังไม่รู้วูบเข้ามา  เขาชั่งใจว่าจะบอกฟุริฮาตะดีหรือไม่  แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าที่ดูสดใสของเพื่อนเก่าแล้ว  คุโรโกะ  เท็ตสึยะก็เลือกที่จะกลืนทุกสิ่งทุกอย่างลงคอกลับไปเหมือนเดิม

 

 

“พูดถึงเรื่องโลกกลม  จะว่าไป  วันก่อนฉันเจออาคาชิด้วยล่ะ”

 

“!!!!!!!”

 

 

แล้วคุโรโกะก็ต้องเป็นฝ่ายตกใจ  เมื่อฟุริฮาตะพูดเรื่องที่เขาเพิ่งตัดสินใจที่จะไม่บอกอีกฝ่ายออกมาเองเสียแล้ว 

 

 

“.......อะไรนะครับ”

 

“ฉันบอกว่า  วันก่อนฉันเจออาคาชิด้วย”

 

“ที่ไหนครับ”

 

“บริษัทของหมอนั่นน่ะ  รู้อะไรไหม  อาคาชิเป็นประธานกรรมการบริหารของบริษัทที่จ้างพวกฉันให้วางระบบให้ปีนี้ล่ะ”

 

 

น้ำเสียงของฟุริฮาตะที่พูดชื่อของอีกคนออกมาได้อย่างง่ายๆ ทำให้คุโรโกะนิ่งไปสักพัก

 

 

“ฟุริฮาตะคุง....ไม่กลัวอาคาชิคุงแล้วหรือครับ”

 

 

“อ่า....อืม”

 

 

คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มบางๆ แล้วก้มหน้าลงเขี่ยปลายนิ้วกับแก้วกาแฟเล่น  เพราะเปลือกตาหลุบลงครึ่งหนึ่งจึงมองเห็นไม่ถนัดว่านัยน์ตาคู่นั้นกำลังแสดงความรู้สึกแบบไหนอยู่กันแน่  แต่ดูท่าว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมานั้นจะไม่ใช่เรื่องโกหก

 

 

“ตั้ง 10 ปีแล้วนี่นะ  อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปแล้วล่ะ  อาคาชิเอง....ก็คงเหมือนกัน  ไม่น่าเชื่อเลยนะ  ว่า 10 ปีที่แล้วจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้มากมายขนาดนั้น  พวกเรานี่ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นได้คุ้มค่ามากจริงๆ  ฮ่ะๆๆๆ”

 

 

คุโรโกะยิ้มบางๆ ให้กับเสียงหัวเราะของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า

 

 

พื้นฐานนิสัยของฟุริฮาตะเป็นอย่างนี้   สว่างไสว  ให้อภัย  แม้จะขี้กลัวขี้กังวลไปบ้าง  แต่ก็ค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าทีละนิดอย่างมั่นคง  สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว...แม้คราวนั้นจะเป็นแผลลึก  แต่ตอนนี้มันจางลงตามกาลเวลาจนแทบมองไม่เห็นรอยเดิม  ซึ่งในสายตาของคุโรโกะแล้วนั่นก็นับว่าเป็นเรื่องดี

 

 

“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีแล้วครับ  คราวก่อนผมได้คุยกับอาคาชิคุง  แล้วก็ถือวิสาสะบอกเรื่องของคุณกับคิโยชิเซมไปไปด้วย  ต้องขอโทษนะครับที่เอาไปเล่าให้คนอื่นฟังโดยไม่ได้รับอนุญาต”

 

 

คนฟังยิ้มแล้วส่ายหน้า

 

 

“อาคาชิเล่าให้ฟังแล้วล่ะ  ไม่เป็นไรหรอก  ฉันไม่คิดมาก   อ่ะ!  ป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย  ฉันขอตัวก่อนก็แล้วกัน  ไว้คางามิกลับมาเมื่อไหร่อย่าลืมส่งเมลมาบอกด้วยนะ”

 

“ครับ  ฟุริฮาตะคุง”

 

 

 

 

คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาลุกขึ้นยืนแล้วโบกมือลา  คุโรโกะมองตามแผ่นหลังนั้นจนกระทั่งอีกฝ่ายหายลับไปกับผู้คน  บริกรเดินมาเก็บแก้วกาแฟที่ไม่มีเจ้าของแล้วพร้อมทั้งเคลียร์โต๊ะให้เรียบร้อย   สะดุ้งนิดหน่อยตอนที่คุโรโกะเอ่ยขอบคุณ  (คงคิดว่าโต๊ะว่างแล้วจึงเดินมาเก็บโดยไม่ทันเห็นว่าเขานั่งอยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำ)  หลังจากที่บริกรคนนั้นจากไป  ชายหนุ่มผมสีฟ้าจึงก้มหน้ากลับไปหานิตยสารเล่มเดิม

 

 

10 นาทีให้หลัง  ที่นั่งฝั่งโต๊ะข้ามที่เพิ่งว่างไปก็มีคนทรุดตัวลงนั่งแทน

 

 

“ขอโทษที่ให้รอ”

 

 

คุโรโกะเงยหน้าขึ้นมาจากตัวหนังสือ  สบตากับผู้ชายใส่สูทสั่งตัดเนื้อดีที่อยู่ตรงหน้า

 

 

 

 

“สวัสดีครับ  อาคาชิคุง”

 

 

 

 

 

 

I N   T H E   N A M E   O F   L O V E

 

 

 

 

 

 

ตัวการที่แท้จริงที่ทำให้คุโรโกะต้องมานั่งดื่มวนิลาเชคในร้านกาแฟราคาแพงกำลังจรดแก้วเอสเพรสโซ่กับริมฝีปากอย่างสงบ 

 

นี่เป็นครั้งแรกที่คุโรโกะพบหน้ากับอีกฝ่ายหลังจากที่อาคาชิกลับมาจากอเมริกา  อดีตกัปตันทีมของเขาดูแผ่รังสีผู้มีอำนาจออกมามากกว่าครั้งสุดท้ายที่เคยเจออยู่มาโขทีเดียว  ดวงตาคู่สวยยังเฉียบคมไม่เปลี่ยน  ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาคนนี้เป็น 1 ในจำนวนไม่กี่คนที่หาเขาเจอได้โดยไม่ต้องส่งเสียงเรียก  ในฐานะคนธรรมดาแล้วรู้สึกดีใจอยู่นิดหน่อย  แต่หากย้อนกลับไปในฐานะนักกีฬาบาสเก็ตบอลแล้ว  การถูกคนที่มี ‘ดวงตาพิเศษ’ พวกนี้หาเจอได้ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของคอร์ทให้ความรู้สึกไม่สบายใจและหงุดหงิดอยู่มากทีเดียว   แต่ ณ. ตอนนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอีกแล้ว

 

นั่งรอเงียบๆ ให้อีกฝ่ายได้จิบกาแฟจนพอใจ  ประธานบริษัทใหญ่ก็วางแก้วกระเบื้องลงบนจานรอง  หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากถุงบนพื้นข้างตัว  วางลงบนโต๊ะก่อนจะเลื่อนมันมาให้เขา

 

 

“เล่มที่ฝากให้หา”

 

 

คุโรโกะหยิบมาพลิกดูแล้วก็ทำตาวาว

 

 

“สมกับที่เป็นอาคาชิคุง  แม้แต่หนังสือที่เลิกตีพิมพ์ใหม่ไปนานแล้วก็ยังอุตส่าห์หามาได้อีกนะครับ”

 

“พอดีว่ารู้จักกับคนเขียนน่ะ   พอไปถามแล้วเขาบอกว่ายังมีฉบับที่ตีพิมพ์ครั้งสุดท้ายเก็บไว้อยู่อีก 2-3 ชุดเลยได้มา”

 

 

น้ำเสียงที่พูดฟังดูเรื่อยๆ เหมือนมันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร  แต่ก็ทำให้คนธรรมดาอย่างคุโรโกะอ้าปากค้างด้วยความทึ่งได้  ใช้เวลานานมากกว่าเขาจะรู้ตัวแล้วหุบปากลง  คนตัวเล็กลูบปกหนังสือที่มีค่ายิ่งกว่าทองสำหรับเขาอย่างทะนุถนอมก่อนจะเก็บลงกระเป๋าไป

 

 

“ขอบคุณมากนะครับ  อาคาชิคุง”

 

“ไม่เป็นไร  ถือเสียว่าเป็นของตอบแทน”

 

 

คุโรโกะเงียบไป  นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนคู่โตมองคนตรงหน้า  แต่ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความสงบ  นัยน์ตาสีแดงสวยเรียบนิ่งดุจน้ำ  รอยยิ้มบางๆ ที่อยู่บนมุมปากชวนให้นึกถึงอาคาชิคนเก่าสมัยที่ยังเป็นกัปตันทีมของเทย์โค  คนตรงหน้าเขาในตอนนี้สงบได้แบบนั้น  ความเป็นผู้ใหญ่....สามารถสัมผัสได้ผ่านท่าทางของอีกฝ่ายจริงๆ  ซึ่งก็ไม่แปลก  ในเมื่อเวลามันล่วงเลยผ่านมาแล้วตั้งเป็น 10 ปี

 

อาคาชิยกแก้วกาแฟขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้ง  คุโรโกะมองอดีตกัปตันทีมที่ตอนนี้กลายเป็นประธานบริษัทผู้ทรงอำนาจไปแล้วก่อนจะลอบถอนหายใจแผ่นเบา  นึกเปรียบเทียบกับผู้ชายอีกคนที่เพิ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ก่อนหน้าที่อาคาชิจะมาเพียงไม่นาน

 

 

 

หากข้อดีของฟุริฮาตะคือการค่อยๆ ก้าวต่อไปข้างหน้า  ข้อดีของอาคาชิคงจะเป็นความมั่นคงไม่คลอนแคลน

 

 

ดีเกินไปจนกลายเป็นข้อเสีย 

 

 

ฟุริฮาตะบอกว่า 10 ปีแล้วอะไรๆ คงเปลี่ยน

แต่เพื่อนของเขาคิดผิด........

 

 

อาคาชิไม่เคยเปลี่ยนไป

 

 

คุโรโกะรู้เรื่องราวทั้งหมดหลังจากอาคาชิบินไปบอสตันได้ไม่นาน  เมื่อทนเห็นสภาพดวงตาที่แดงก่ำแทบทุกวันของฟุริฮาตะไม่ได้  เขาจึงจับตัวอีกฝ่ายมาเค้นถาม  วินาทีแรกที่รู้เรื่องทุกอย่าง  คุโรโกะโกรธมากจนแทบจะอยากบินตามไปบอสตันเดี๋ยวนั้นเพื่อแก้แค้นให้กับฟุริฮาตะเลยทีเดียว  เมื่ออีกฝ่ายเล่าเรื่องราวให้ละเอียดขึ้น  พูดถึงสิ่งที่อาคาชิพบเจอ  เหตุผลที่ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น  ความรู้สึกโกรธที่มีก็ยังคงอยู่  แต่อย่างน้อยๆ ก็มีความรู้สึกสมน้ำหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งด้วย  (คางามิเคยบอกว่าไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี)

 

 

เพราะไม่สามารถบินตามไปคิดบัญชีกับคนที่ทำร้ายเพื่อนของเขาให้เจ็บปวดจนถึงบอสตัสได้อย่างใจคิด  คุโรโกะจึงบีบคอคางามิให้สอนวิธีใช้โปรแกรมในอินเตอร์เน็ตจนหาทางติดต่อกับอาคาชิจนได้  สิ่งที่ได้จากการจับกัปตันทีมปาฏิหาริย์มาเค้นคอไม่ค่อยต่างอะไรกับที่ได้จากฟุริฮาตะเท่าไหร่นัก  อาคาชิยังเก็บความรู้สึกได้ดีเยี่ยมไม่เปลี่ยน  แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น  แต่คุโรโกะก็ยังอุตส่าห์สัมผัสได้ถึงความหวั่นไหวที่เขาไม่เคยรู้สึกได้จากกัปตันทีมปาฏิหาริย์ผู้แข็งแกร่งมาก่อน  มันทำให้เขารู้สึกไม่เชื่อหูตัวเองจนต้องตั้งใจฟังให้ดีอีกครั้ง  แล้วก็ค้นพบว่าเขาฟังไม่ผิด  คุโรโกะกำลังได้ยินน้ำเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนจากอาคาชิ  เซย์จูโร่จริงๆ

 

 

‘สมน้ำหน้าครับ  อาคาชิคุง’

 

 

หลังจากแน่ใจว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นคืออะไร  คุโรโกะจำได้ว่าเขาพูดประโยคนี้ออกไปเป็นประโยคแรก  คนฟังไม่ได้ตอบโต้  ปล่อยให้เขาประณามความผิดที่ตนเองทำลงไปโดยดี  แต่ความว่าง่ายซึ่งหาได้ยากนี้ไม่ได้ช่วยทำให้เขารู้สึกสงสารอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

 

น้ำตาและบาดแผลที่อยู่ในใจของฟุริฮาตะเป็นความผิดของอาคาชิ  ไม่ว่าจะมีข้ออ้างอย่างไร  เหตุผลสวยหรูแค่ไหนก็ไม่อาจลบเลือนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วได้  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด  เรื่องที่อาคาชิ  เซย์จูโร่ได้ทำลายคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยคนหนึ่งให้พังยับลงกับมือนั้นก็เป็นเรื่องจริงอยู่วันยันค่ำ

 

 

ในฐานะเพื่อนของฟุริฮาตะ  ความผิดที่อีกฝ่ายทำนั้นต่อให้เอาอาคาชิไปตัดหัวสักล้านครั้งก็ยังไม่สาสม  แต่ในฐานะที่เป็นเพื่อนของอาคาชิด้วยในเวลาเดียวกัน  เมื่อได้สัมผัสความไม่มั่นคงในน้ำเสียงของอีกฝ่าย  ความรู้สึกที่อยากฆ่าอาคาชิให้ตายคามือก็ลดลงกลายเป็นเรียบเฉย 

 

คุโรโกะรู้สึกว่าบทลงโทษที่อาคาชิกำลังได้รับอยู่ในตอนนี้นั้นหนักหนามากพอแล้ว

 

เขารู้จักอีกฝ่ายดี  อาคาชิไม่เคยสั่นไหว  สิ่งใดก็ตามที่โยกคลอนภูผาให้ไหวเอนได้  มันย่อมต้องรุนแรงมากจนทำให้ทรมานเลยทีเดียว

 

มันสมควรแล้ว  ความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจอีกฝ่ายอยู่ตอนนี้  กับการยอมปล่อยมือให้ฟุริฮาตะเป็นอิสระและตัดขาดจากกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไปก็เป็นสิ่งที่สาสมแล้วที่อาคาชิจะชดใช้ให้กับความเจ็บปวดที่ตนเองเป็นคนสร้าง  และเมื่อถึงเวลาที่สมควร...เวลาที่ฟุริฮาตะเจ็บปวดจนเพียงพอ  และอาคาชิได้รับการลงโทษจนเพียงพอ  ฝันร้ายนี้จะหายไปตามกาลเวลา 

 

 

ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่คุโรโกะไม่เคยคาดคิดมาก่อน....เขาประเมินผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าต่ำเกินไป

 

 

10 ปีนั้นนานพอสำหรับการเริ่มต้นใหม่  เป็นเวลาที่ใครๆ อาจมีรักใหม่ได้หลายครั้ง  แต่ไม่ใช่กับอาคาชิ  เซย์จูโร่

 

 

หากฟุริฮาตะค่อยๆ เดินหน้าไปยังอนาคต  อาคาชิคงเป็นหนึ่งคนที่ยังติดอยู่กับอดีต 

 

 

คุโรโกะไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีกับสิ่งที่เขามองเห็นตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

 

ไม่เปลี่ยนเลย.....ไม่ว่าจะน้ำเสียง  แววตา   สิ่งที่เขาสัมผัสได้ยามที่อีกฝ่ายพูดถึงฟุริฮาตะ  โคคิ....ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่อย่างเดียว  ทุกอย่างยังเหมือนเดิม....ราวกับว่าเวลาไม่เคยผ่านไป

 

อาคาชิดูสงบนิ่ง  เมื่อครั้งที่เขาเล่าให้ฟังว่าฟุริฮาตะกับคิโยชิคบกันแบบไหน  นัยน์ตาที่กลายเป็นสีแดงเท่ากันทั้ง 2 ข้างดูราวกับรู้   เหมือนดูออกมาตลอดว่าสิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น   อาคาชิมองเห็นอนาคตได้เสมอ  และคนที่คอยบอกความเป็นไปของฟุริฮาตะให้อีกฝ่ายฟังตลอด 10 ปีที่ผ่านมาคือเขาเอง

 

 

คุโรโกะเอื้อมมือหยิบแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาจิบ  (วนิลาเชคหมดไปตั้งนานแล้ว)  เขาไม่รู้ว่าเรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร  แต่ในฐานะที่รู้จักกันมานาน  เขาอยากให้เพื่อนของเขาทุกคนมีชีวิตที่ดี  เลือกเก็บไว้แต่ความทรงจำที่เป็นสุขในอดีต  แล้วก้าวต่อไปข้างหน้าได้โดยไม่มีสิ่งใดให้ทุกข์ทรมานอีก  ฟุริฮาตะเป็นเพื่อนของเขา  อาคาชิเองก็เช่นกัน

 

 

“ได้ยินว่าคนที่จ้างให้บริษัทของฟุริฮาตะคุงวางระบบฐานข้อมูลก็คือคุณ....”

 

 

อาคาชิพยักหน้ารับ

 

 

“โลกกลมกว่าที่คิดใช่ไหมล่ะ”

 

 

เขาไม่รู้ว่านั่นเป็นคำพูดแบบทีเล่นทีจริงหรือมีความหมายอื่นแอบแฝง  อาคาชิที่โตเป็นผู้ใหญ่ตีความได้ยากกว่าคนเก่า  และคุโรโกะก็เลือกที่จะไม่พยายาม

 

 

“อาคาชิคุงครับ  ผมว่าถึงเวลาแล้วที่คุณต้องเดินหน้าต่อ  ฟุริฮาตะคุงน่ะ......”

 

“ฉันเข้าใจว่านายอยากจะพูดอะไร”

 

 

แม้จะไม่อนุญาตให้เขาได้พูดต่อจนจบประโยค  แต่อาคาชิก็ดูไม่ได้โกรธเคืองอะไร  นัยน์ตาสีแดงสวยอ่อนแสงลง  รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของอดีตกัปตันทีมปาฏิหาริย์

 

 

“ฉันไม่มีวันทำให้โคคิต้องเจ็บปวดอีก  นายไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องนี้”

 

“อาคาชิคุงครับ  ผมไม่ได้.....”

 

“น่าเสียดายที่เวลามีน้อย  ไม่อย่างนั้นคงมีโอกาสได้คุยกันนานกว่านี้  ไดกิกับอัตสึชิกลับมาเมื่อไหร่  ได้นัดทานข้าวกันสักวันหนึ่งก็คงดี”

 

“ฟุริฮาตะคุงไม่เจ็บปวด  แล้วตัวคุณล่ะครับ  อาคาชิคุง”

 

“...........................”

 

 

ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้น  ราวกับว่ามันเป็นเพียงสายลมที่พัดมาแล้วก็พัดผ่านไป

 

 

“......ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนเมื่อไหร่ก็ติดต่อฉันได้ทุกเมื่อ  แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้านะ”

 

 

อาคาชิหยิบกระเป๋า  ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากร้านไป

 

 

คุโรโกะมองแก้วกาแฟของอีกฝ่าย 

 

เอสเพรสโซ่สีดำสนิทที่ไร้ไอร้อนครึ่งหนึ่งถูกทิ้งเอาไว้ในนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากที่อาคาชิเดินจากไป  คุโรโกะตัดสินใจเก็บกระเป๋าแล้วกลับบ้านบ้าง  ระหว่างที่เดินอยู่รู้สึกถึงแรงสั่นเทาจากในกระเป๋ากางเกง  คนตัวเล็กหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดู  มีเมลเข้ามา 3 ฉบับ  2 ฉบับในนั้นมาจากบรรณาธิการ  คุโรโกะเลือกจะไม่แตะต้องมันแล้วเปิดอ่านอีก 1 ฉบับที่เหลือแทน

 

 

เมื่ออ่านจบ  เขาปิดส่วนของอีเมลลงแล้วกดตัวเลขอะไรสักอย่างยาวเหยียด  หลังจากเอาโทรศัพท์แนบหูได้ครู่ใหญ่  ก็มีเสียงปลายสายดังตอบกลับมา

 

 

 

“มีอะไรน่ะ  คุโรโกะ  ธุระด่วนหรือไง  ถึงขนาดลงทุนโทรทางไกลมา.............”

 

 

“ผมโชคดีจริงๆ นั่นแหละครับ  ที่รักคางามิคุง”

 

 

“หา!!!!!!!!”

 

 

 

 

เหตุผลที่พูดประโยคนี้ออกไป   มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้

 

 

 

 

 

To be continue 

-------------------------------------------
 
 
 
เพลียเกินกว่าที่จะตรวจทาน  ขออนุญาตลงไปก่อนนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เรียนเสร็จจะกลับมาปรู๊ฟให้
 
Phase นี้จะไม่มีการกั๊กความรู้สึกอะไรกันอีกแล้ว 555555  อาคาชิคิดอะไรไม่จำเป็นต้องรออ่านตอนพิเศษเหมือนเดิมอีกแล้วค่ะ ถถถถ Ph.3 จะต่างจากที่แล้วๆมาตรงที่แต่ก่อนเสียงเล่าส่วนมากจะมาจากฟุริฮาตะ  แต่ Ph. นี้คงมีหลายคนหน่อยเพื่อความหลากหลายและมิติที่ชัดเจนขึ้น  ไม่รู้จะออกมาดีอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า  แต่จะพยายามนะคะ ><
 
วันนี้ประเดิมที่คุโรโกะก่อนคนแรก ฟฟฟฟ จะตีหนึ่งแล้ว ขอตัวไปรีบทำการบ้านแล้วนอนก่อน  ราตรีสวัสดิ์นะคะทุกคน  
 
 
 
 
ด้วยรักและเมารถนิดหน่อย
 
CoffeeMate in D
 

edit @ 23 Feb 2015 21:02:15 by UxMishi

Comment

Comment:

Tweet

ว้าว แอบมีไฟดำ (เอ๊ะ หรือดำไฟ) แอบโผล่มาหวานด้วยยยย

แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

คู่นี้นี่น่ารักจริมๆ สรุปน้องเป็นนักเขียนสินะคะ แอร๊

พี่ไฟคงแฮปปี้ น้องลงทุนโทรทางไกลไปบอกรัก >////<

(เดี๋ยวๆ นี่ฟิคอาคาฟุรินะ)

เอ้อ ใช่ๆ นายน้อยน่าสงสาร ปักใจจริงๆ sad smile
ฟุริ นายไม่ใจเต้นกะไม้ด้วยนี่!!

โยนแล้วกลับไปหาราชสีห์ซะtongue

#7 By DarkPierro on 2015-06-28 23:16

อาคาชิไม่เคยเปลี่ยนไป 
<<< งุ้ยยย อ่านแล้วเขิวววว มั่นคงและดีงามอะ สู้ๆนะนายน้อยยยย 
 
"สมน้ำหน้าครับ อาคาชิคุง" <<<<< อ่านประโยคนี้จบ ผมนี่เกาะเก้าอี้แน่นเลย โอยยย น่ากลัว เทตสึคุ๊งงงง นี่ไมได้กลัวอำนาจมืดเร้ยยย 555 เอาเถอะ นายน้อยควรมีเพื่อนแบบนี้บ้าง ;D (ว่าแต่ซีนสวีทไฟดำตอนท้ายนี่มันอื้มมมม หมั่นนนน #แม่ยกฟ้าดำ #ขี้อิจฉา 555)
 
ว่าแต่... โลกกลมจริงเหรอ ;)
 
รออ่านต่อคร้าบบบบ

#6 By Aki(ขี้เกียจล็อคอิน) (202.44.4.252|202.44.4.252) on 2015-02-23 13:55

ข้อดีของอาคาชิที่มั่นคงไม่เคยเปลี่ยนแปลงนี่มันทำให้เราได้แต่ขูดโต๊ะอย่างก้าวร้าวเลยค่ะ แงงงง ใครจะไปนึกว่าท่านจะรักฝังใจขนาดนี้ ; ^ ; จะว่าไป พวกกรุ๊ป AB ก็เป็นพวกรักจริงรักฝังใจอยู่แล้วด้วย ระยะเวลา 10 ปีนี่มันไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไปเลยนะคะสำหรับท่าน โฮววววววว /กราบกรานอาคาชิ

แอบขำตรงที่คุโรโกะได้คุยกับท่านผ่านสไกป์(หรือเปล่านะ?) แล้วก็พูดตอกไปเลยว่าสมน้ำหน้า นึกภาพท่านทำหน้านิ่งซึมๆแล้วก็ฮาค่ะ แงงงง #ควรจะสงสาร!
แต่จุดยืนของครก.ก็ดูแล้วลำบากพอตัวเนอะ ฝั่งนั้นก็เพื่อน ฝั่งนี้ก็เพื่อน จะยืนให้อยู่ตรงกลางเด๊ะๆเลยคงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งตัวอาคาชิเป็นคนทำผิดต่อฟุริขนาดนี้แล้วด้วย แต่ก็ได้รับโทษสาสมแล้วเนอะ ต่อไปนี้ก็มาสานความสัมพันธ์ต่อ ค่อยๆขยับไปข้างหน้าช้าๆเบาๆ ดีกว่าเนอะคะท่านนนน /เชียร์สุดใจ ฟฟฟฟ 

ขอบคุณสำหรับตอนที่ 5 ค่าาา
รอตอนต่อไปอย่างใจจดจ่อนะคะ :D ♥

#5 By Palmetto_Palm on 2015-02-23 12:10

บทสั้นๆ............แต่ไม่รู้ทำไม.................น้ำตาจะไหล
.
.
.
ไม่สิ..... 
.
.
ไหลแล้วต่างหาก
ต้องพยายามสูดไว้ไม่ให้บ่อแตกกลางออฟฟิส 
.
.
จรดลึก..ในความทรงจำ
ลึกล้ำย้ำรอยสลัก
 
นิรันดรนั้น...นานนัก
แต่รักนี้....นานกว่านั้น 
 
ถ้าเป็นรักที่ไม่สมหวัง....เพลงสุดหวานนี้ก็เป็นเพลงสุดขมได้ทันที

ตอนนี้ขมถึงคอเลย

#4 By fukaze on 2015-02-23 09:47

วันนี้มีสอบ แต่อดรนทนไม่ได้จริงๆต้องมาเปิดฟิคพี่อ่านก่อน 55555 #หนังสือละลูก รู้สึกสงสารนายน้อยนะ แต่ตอนนี้แอบรู้สึกสมน้ำหน้าเหมือนคุโรโกะคุงอยู่หน่อยๆแฮะ //โดนกรรไกรแทง แต่ยอมรับความมั่นคงในรักของท่านเลย รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจริงๆ ><

#3 By ::AkaiSora:: on 2015-02-23 06:12

โฮววว ท่านของบ่าววว
เสียใจแต่เธอไม่รู้ววว
สงสารท่านจนอยากจะร้องไห้
แต่ก็รู้สึกสาสมกับสิ่งที่ท่านทำไป ฮึกกกส

#2 By Betagen Tahi on 2015-02-23 01:18

โฮววว ท่านของบ่าววว
เสียใจแต่เธอไม่รู้ววว
สงสารท่านจนอยากจะร้องไห้
แต่ก็รู้สึกสาสมกับสิ่งที่ท่านทำไป ฮึกกกส

#1 By Betagen Tahi on 2015-02-23 01:18