[AkaFuri] In the name of love Ph.3.4

posted on 14 Feb 2015 22:21 by uxmishiz in AkaFuri directory Fiction

 

 

 

 

 

 

 

 

ไออุ่นผละจากไป  อาคาชิเดินหายลับเข้าเกทโดยไม่ได้หันกลับมามองอีก 

นี่เป็นครั้งแรกที่ฟุริฮาตะเป็นฝ่ายมองร่างสมส่วนค่อยๆ หายไปจนลับตา 

2 ขาที่อ่อนแรงพาตัวเองทรุดลง 

มือขาวสั่นเทาค่อยๆยกขึ้นสัมผัสความนุ่มหนาของผืนผ้าสีขาวที่พันอยู่รอบลำคอ 

เพราะเพิ่งถอดจากอีกฝ่ายมาหมาดๆ  มันจึงยังคงอุ่น 

กลิ่นน้ำหอมของอาคาชิยังรับรู้ได้จางๆ จากเนื้อผ้านั้น 

ฟุริฮาตะกอดมันไว้แน่น  ร้องไห้เหมือนไม่เคยได้ร้องมาก่อนในชีวิต

    ผืนฟ้าสีดำสนิทภายนอกเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโปรยปราย

หิมะแรกของปีตกลงมาแล้ว.......พร้อมกับเรื่องราวของเราทั้งคู่ที่ได้จบลง

 

แสนสั้น....

และง่ายดายอย่างนี้เอง

 

 

(In the name of love – CoffeeMate in D)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

In the name of LOVE

Akashi Seijurou X Furihata Kouki

 

 

 

 

Phase 3.4  ::  Begin again

 

 

 

 

 

พริบตาเดียวที่ฟุริฮาตะวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ  สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว  คนขี้ตกใจสะดุ้งนิดๆ  ก่อนที่จะเหลือบมองไปรอบด้านแล้วก็ต้องเหงื่อตกกับพลังกดดันแห่งความอยากรู้อยากเห็นที่พุ่งเข้าใส่ตรงๆ แบบไม่คิดจะปิดบังเลยสักนิด  ซาซากิที่ตอนแรกยังนั่งทำงานอยู่ดีๆ  พอเงยหน้าขึ้นมาปะทะสายตาเข้ากับฟุริฮาตะ  เธอก็วางปากกาที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะดังป๊าบ  ลุกพรวดขึ้นแล้วก้าวฉับๆ เข้ามาหาคนที่เพิ่งกลับมาจากบริษัทลูกค้าหมาดๆ ด้วยความเร็วแสง  แบบที่ทำให้คนถูกคุกคามเผลอก้าวถอยหลังไป 2-3 ก้าวโดยไม่รู้ตัวได้เลยทีเดียว

 

 

“ฟุริ!!”

 

 

ปลายนิ้วที่ตกแต่งเล็บไว้เป็นอย่างดีตบป๊าบเข้าท่าและจิกแน่น  นัยน์ตาของหญิงสาวเป็นประกายวิบวับ  ซาซากิก็เป็นอีกคนหนึ่งที่กวาดตามองฟุริฮาตะตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเปิดเผย  วนดูอีก 2 รอบก่อนจะมาจบลงที่ใบหน้าเหมือนเดิม  คิ้วเรียวเลิกขึ้นข้างหนึ่ง

 

 

“ไม่บุบสลายนี่  เป็นไงมั่ง  โดนท่านประธานเชือดมากี่แผล”

 

“เอ่อ...จ..ใจเย็นก่อนนะครับ  ซาซากิเซมไป”

 

 

ฟุริฮาตะยก 2 มือขึ้นเสมอบ่าเป็นท่ายอมแพ้  รู้สึกได้ว่าเหงื่อกำลังผุดเต็มขมับ  แต่รุ่นพี่สาวกลับกระชับมือที่จิกไหล่หนุ่มรุ่นน้องจนแทบจะจมเล็บ  แล้วเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน

 

 

“อย่านอกเรื่อง!! ตอบมาให้ตรงคำถามสิยะ!! เป็นยังไง  โดนพูดอะไรมั่ง  บอกมาให้หมด  เดี๋ยวนี้!!!”

 

“ข....เข้าใจแล้วครับ  บอกแล้วๆ”

 

 

พอยอมพูดแบบนั้น  ซาซากิจึงปล่อยมือออกจากไหล่ของฟุริฮาตะในที่สุด  ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก  แอบกลืนน้ำลายลงคอกับทั้งสายตาเป็นประกาบวิบวับของรุ่นพี่สาว  และเพื่อนร่วมงานรอบข้างที่แทบจะทิ้งทุกอย่างที่ทำอยู่แล้วล้อมวงเข้ามานั่งฟัง

 

 

ฟุริฮาตะกระแอมนิดหน่อยก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงอ้อมแอ้ม

 

 

“จริงๆ แล้ว....มันก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอกครับ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วินาทีที่ชายหนึ่งที่อยู่ตรงหน้ากันกลับมา  ฟุริฮาตะเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ 

 

 

หัวสมองที่เต็มไปด้วยความคิดมากมายกำลังหมุนติ้วเป็นลูกข่างด้วยความประหม่า  วินาทีก่อนตอนที่เอ่ยชื่อของตัวเองออกไป  เขาสัมผัสได้ถึงความสั่นน้อยๆ ที่อยู่ในน้ำเสียง   อึดใจหนึ่งหลังจากที่อาคาชิหันกลับมา  ฟุริฮาตะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลั้นไว้  พยายามบังคับตัวเองให้นิ่งที่สุด  ช่วงเวลาที่รอให้ประโยคแรกหลุดออกมาจากปากของอีกฝ่ายนั้นแสนสั้นในความเป็นจริง  แต่ยาวนานในความรู้สึก  นานจนแทบจะหยุดหายใจ

 

 

หากประโยคแรกที่ออกจากปากของคนตรงหน้าไม่ใช่การไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ  ประโยคที่แสดงความรู้สึกตกใจ  คำถามว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่  ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น....... 

 

 

 

 

“เชิญนั่ง  เราจะคุยเรื่องรายละเอียดของงานกัน” 

 

 

 

 

 

 

 

การพูดคุยหลังจากนั้นไม่ได้น่ากลัวเหมือนอย่างที่จินตนาการเอาไว้  ไม่มีบทสนทนาใดๆ ที่ทำให้รู้สึกอึดอัด  ทุกอย่างดูเป็นการเป็นงาน  และเนื้อหาก็เกี่ยวข้องกับโปรเจ็คที่ทำเพียงเท่านั้น  ความรู้สึกปวดมวนในท้องค่อยๆ หายไปเมื่อเวลาล่วงผ่าน  เหลือแต่ความตื่นตัวในการทำงานที่ยังคงอยู่  ต้องขอบคุณความเป็นมืออาชีพของอาคาชิที่ทำให้เรื่องทุกอย่างมันง่ายกว่าที่คิดเอาไว้มากเลยทีเดียว

 

ฟุริฮาตะลอบผ่อนลมหายใจนิดๆ  ในขณะที่น้ำเสียงของอีกฝ่ายยังคงไหลลื่นไปเรื่อยๆ  บรรยากาศเวลาทำงานของอาคาชิดูกดดันก็จริง  แต่ด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ที่ไม่ทุ้มเกินไป  ไม่แหลมสูงเกินไป  วิธีการพูดที่เป็นจังหวะจะโคนทำให้การอธิบายเรื่องที่ควรจะเป็นเรื่องยากกลับน่าฟังและเข้าใจง่าย  หนึ่งในความสามารถพิเศษของอาคาชิที่ฟุริฮาตะเคยรู้จักเป็นอย่างดียามที่อีกฝ่ายใช้มันในการอธิบายบทเรียนที่เขาไม่ค่อยเข้าใจ

 

 

ความทรงจำเก่าๆ ซ้อนทับอยู่ในสถานการณ์ใหม่ๆ  หากสีหน้าท่าทางที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยของอาคาชิทำให้ฟุริฮาตะเผลอคิดไปว่าอีกฝ่ายอาจจะลืมทุกอย่างในอดีตไปจนหมดแล้วจริงๆ  เขาไม่แน่ใจว่าความรู้สึกที่ควรจะมีคืออะไร  แต่หากเป็นเช่นนั้น  ฟุริฮาตะตัดสินใจแล้วว่า  เขาจะปล่อยให้มันผ่านไป

 

 

หากอาคาชิลืมเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้วจริงๆ  เขาจะไม่รื้อฟื้น  เราจะไม่เคยรู้จักกัน  ฟุริฮาตะ  โคคิจะเป็นเพียงแค่พนักงานคนหนึ่ง  และอาคาชิ  เซย์จูโร่ก็จะเป็นเพียงแค่นายจ้าง  ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

 

 

“วันนี้มีเท่านี้  ขอให้คุณนำรายละเอียดทั้งหมดที่ผมพูดไปคุยกับคนอื่นในทีมให้เข้าใจตรงกันด้วย”

 

“เข้าใจแล้วครับ”

 

 

ชายหนุ่มรับคำแล้วรวบรวมเอกสารบนโต๊ะเข้าด้วยกัน  พร้อมๆ กับที่อาคาชิกดปลายปากกาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อเป็นสัญญาณว่าการพูดคุยในวันนี้ได้จบสิ้นลงแล้ว  ฟุริฮาตะรวบแฟ้มเข้มากอดไว้ตรงอกก่อนจะยืนขึ้นทำท่าจะขอตัวกลับ  แต่แล้วในวินาทีนั้นเอง  เสียงนุ่มที่ได้ยินจนเริ่มชินอีกครั้งก็ดังขึ้นมา

 

 

 

“สบายดีหรือเปล่า”

 

 

 

ริมฝีปากที่กำลังจะเอ่ยคำขอตัวหยุดชะงัก  ฟุริฮาตะมองหน้าคนถามด้วยสายตาที่งุนงง  สมองกำลังประมวลผลว่าคำถามนั้นหมายถึงอะไร  เกี่ยวกับเรื่องงานที่เพิ่งคุยกันไปเมื่อครู่นี้หรือเปล่า  หรือว่าจะหมายถึงตัวเขา?  แต่ไม่น่าเป็นไปได้  ก็อาคาชิจำเขาไม่ได้ไม่ใช่หรอกหรือ

 

 

ระหว่างที่อ้าปากค้างแต่ไม่มีสิ่งใดหลุดออกมาเป็นคำตอบ  ใบหน้าที่เมื่อสักครู่นี้ดูจริงจังจนห่างเหินค่อยคลายลง  นัยน์ตาคู่คมอ่อนแสงจนแทบจะเรียกได้ว่านุ่มละมุน

 

 

อาคาชิยิ้มให้เขา.....รอยยิ้มที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นรอยยิ้มเดียวกันกับอดีตในวันนั้น   เป็นภาพของฟุริฮาตะจริงๆ...ที่บัดนี้กำลังสะท้อนอยู่ในดวงตาสีทับทิมคู่งาม

 

 

 

 

 

“สบายดีหรือเปล่า  โคคิ”  

 

 

 

 

 

 

 

I N   T H E   N A M E   O F   L O V E

 

 

 

 

 

 

“อา....คาชิ.....”

 

 

 

เสียงที่เรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างลืมตัวนั้นแผ่วเบาจนแทบจะเรียกไม่ได้ว่าหลุดออกจากปาก  แต่กระนั้นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ยังยิ้มรับ  ฟุริฮาตะมองอาคาชินิ่งงัน  คล้ายกับว่าภาพตรงนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้น  น้ำเสียงของอีกฝ่ายตอนที่คุยเรื่องงานฟังดูเป็นทางการและห่างเหิน  แต่ประโยคที่เอ่ยถามเขาเมื่อครู่นี้นั้นกลับให้ความรู้สึกที่ชวนคำนึง  ฟุริฮาตะเพิ่งรู้สึกได้อีกครั้ง....ว่านี่คืออาคาชิ  เซย์จูโร่   เป็นอาคาชิจริงๆ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา  รักครั้งแรกที่ยังฝังลึกอยู่ในความทรงจำตลอดมา

 

 

“นี่....นายจำ......”

 

 

พูดออกไปได้ไม่จบประโยค  แต่เหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อได้ดี  อาคาชิหัวเราะเบาๆ  มันฟังคุ้นหูอีกแล้ว...เสียงหัวเราะของอาคาชิที่เคยได้ยินบ่อยๆ ผ่านสายโทรศัพท์....หรือเมื่อยามที่พวกเขายังอยู่ด้วยกัน

 

 

“ความสามารถในการจดจำของฉันไม่ใช่สิ่งที่อยู่ดีๆ ก็หายไปได้ง่ายๆ แบบนั้นหรอกนะ”

 

 

น้ำเสี