[FIC] In the name of love Ph.2.18

posted on 04 May 2013 20:20 by uxmishiz in AkaFuri directory Fiction

 

In the name of LOVE

Akashi Seijurou X Furihata Kouki

 

 

 

 

Phase 2.18 ::  Thunder storm  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ผ....ผมชอบคุณครับ!!!!!”

 

“เอ๋?  อ่า....ขอบคุณมากนะ  แต่ว่า....” 

 

“ขอร้องล่ะ  อย่าเพิ่งปฏิเสธเลยครับ!! …แค่รับไว้พิจารณาก่อนก็ได้”

 

“อืม...ถ้าอย่างนั้น  เธอมีอะไรมาเสนอตัวเองบ้างล่ะ” 

 

“เอ๋?  เอ่อ.........”

 

“ไม่มีงั้นเหรอ  ดูจากชุดเครื่องแบบแล้วเรียนอยู่โรงเรียนที่เพิ่งตั้งใหม่ข้างๆนี่ด้วยสินะ  แหม  ฉันเป็นคนไม่ค่อยชอบผู้ชายที่ไม่มีอะไรพิเศษเสียด้วยสิ”

 

“อึก!”

 

“เอาอย่างนี้แล้วกัน  ถ้าเธอสามารถเป็นที่หนึ่งในด้านอะไรสักอย่างได้ล่ะก็  ถึงตอนนั้นฉันจะรับไว้พิจารณา”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“......อายูมิ...ซัง”

 

 

 

 

หญิงสาวที่แต่งกายด้วยชุดเดรสชีฟองสีหวานเบาสบาย  หมวกสานปีกกว้างที่ประดับอยู่บนศีรษะกับผมสีน้ำตาลอ่อนยาวจรดแผ่นหลังดัดเป็นลอน  เหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นของวัยรุ่นที่นิยมกันอยู่ในขณะนี้  เมคอัพบางๆกับลิปกลอสวาวบนริมฝีปากที่คลี่ออกเป็นรอยยิ้มทำให้เธอดูเป็นสาวหวาน  เรียบร้อยและอ่อนโยน  แม้ว่าในดวงตาคู่นั้นจะเปี่ยมด้วยแววมั่นอกมั่นใจในตัวเองก็ตาม

 

ฟุริฮาตะอ้าปากค้าง  แทบจะพูดออกมาไม่เป็นคำ.....นึกถึงภาพเมื่อตอนที่เคยรวบรวมความกล้าเข้าไปขอสารภาพรักเด็กสาวโรงเรียนข้างที่อายุมากกว่าหนึ่งปีในวันแรกที่ขึ้นมัธยมปลายแล้วโดนปฏิเสธกลับมา  เธอยังทิ้งท้ายไว้แบบให้ความหวัง  แต่สุดท้ายแล้วอายูมิซังก็ไม่ได้อยู่รอ

 

เรื่องนั้นฟุริพอจะเดาได้อยู่แล้วล่ะ  เพราะแม้ว่าอายูมิจะไม่ได้สวยโดดเด่นเหมือนอย่างโมโมอิซัง...ผู้จัดการทีมของโทโอ  แต่ก็เรียกได้ว่าหน้าตาดีไม่แพ้ใคร  ยิ่งเมื่อรู้จักแต่งตัวและบุคลิกที่มั่นใจแบบนี้แล้วเลยทำให้เป็นที่หมายปองของใครหลายคนอยู่เหมือนกัน  เพราะแบบนั้น  เรื่องที่ว่าเธอคนนี้จะมาให้โอกาสอะไรกับคนธรรมดาอย่างเขาทั้งที่ตัวเองก็มีตัวเลือกรอไว้อีกตั้งหลายคนมันก็คงเป็นไปไม่ได้มาตั้งแต่แรก 

 

ความหลงใหลใครคนหนึ่งเป็นครั้งแรกของเด็กม.ต้นทำให้ฟุริรู้สึกอยากทำอะไรที่เอาจริงเอาจังกับมันดูสักครั้ง  ถึงได้เดินหน้าเข้าไปสารภาพรักและยึดเอาคำสัญญาที่ให้ไว้เป็นเป้าหมายในการดำเนินชีวิต  แต่ก็คงต้องขอบคุณอายูมิซังมากๆ  เพราะถ้าไม่ใช่เพราะเธอ  ชีวิตนี้ก็คงไม่มีวันได้มาเจอกับสิ่งที่มีคุณค่าต่อเขามากมายอย่างบาสเก็ตบอล

 

หญิงสาวที่เห็นฟุริฮาตะทำหน้าเหวอก็หัวเราะออกมานิดๆ  ตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มขยับตัวนิดหน่อยอย่างรู้สึกประหม่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คิดมากอะไรเรื่องอายูมิซังแล้ว  แต่มาเจอกันอีกทีในที่ๆไม่คิดว่าจะได้เจออย่างเกียวโตก็ทำให้อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ 

 

 

“ฟุริฮาตะคุงจริงๆด้วย  ตอนแรกคิดว่าจำคนผิดซะแล้วสิ”

 

 

อายูมิเอียงคอนิดๆอย่างที่ใครมองก็ต้องบอกว่าน่ารัก  ฟุริแอบมองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครอยู่ข้างๆ  แต่ก็เดาว่าทางนั้นคงมาเที่ยวเกียวโตกับครอบครัวหรือไม่ก็เพื่อนฝูง  แล้วหันมาเห็นเขาเข้าพอดีเลยวิ่งมาทักเพียงลำพัง....ต่อให้รู้ว่าตัวเองหมดหวังเพราะอีกฝายมีคนที่คบด้วยอยู่แล้วก็เถอะ  แต่ยังจำกันได้แบบนี้มันก็รู้สึกดีใจนิดหน่อยแฮะ

 

 

“อายูมิซังสบายดีเหรอครับ”

 

“ก็เรื่อยๆนะ  แล้วฟุริฮาตะคุงล่ะ”

 

“ก...ก็ดีครับ  แฮะๆ”

 

“หืม....งั้นเหรอ  ว่าแต่คนข้างๆนั่นใครกันจ้ะ  ไม่คิดจะแนะนำให้ฉันรู้จักบ้างเหรอ”

 

 

ฟุริไหวตัวเล็กๆ.....ตอนนั้นเองถึงได้เพิ่งจะรู้สึกว่าอาคาชิยังจับข้อมือเขาอยู่เลย

 

 

พ๊อยต์การ์ดทีมเซย์รินหันมองคนข้างตัวแล้วรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาอย่างน่าประหลาด  ใบหน้าด้านข้างของอาคาชิที่เขาเห็นเรียบตึงและนัยน์ตาเย็นเฉียบอย่างกับรูปสลักที่ถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำแข็ง  นิ่ง  เงียบ  แต่ทรงพลังอย่างประหลาด  เป็นอะไรที่ไม่ทำให้รู้สึกชอบเอาเสียเลย  กลับกัน  มันเหมือนกับว่าคนที่ยืนอยู่ข้างตัวคนนี้เป็นใครก็ไม่รู้ที่เขาไม่เคยรู้จักด้วยซ้ำ 

 

มืออุ่นที่คว้าข้อมือเขาเอาไว้กำแน่นและไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย  แม้ว่าฟุริฮาตะจะขืนข้อมือออกน้อยๆแล้วก็ตาม

 

 

“เอ่อ...นี่...อาคาชิ  เซย์จูโร่ครับ”

 

 

หันกลับไปแนะนำคนข้างตัวเพื่อไม่ให้มีพิรุจอะไร  อาคาชิยังคงปิดปากเงียบ  แม้ว่าตามมารยาทแล้วต้องเอ่ยคำทักทายกลับไปก็ตาม 

 

ดวงตากลมโตที่ล้อมกรอบด้วยแพขนตาหนาเลื่อนไปมองใบหน้าเรียบสนิทของคนที่ยืนอยู่ข้างฟุริฮาตะอย่างให้ความสนใจ  แล้วเลื่อนลงมาตามมือข้างนั้นที่จับข้อมือฟุริไว้

 

 

“เรียนปีเดียวกันงั้นเหรอ  หืม....ดูสนิทกันดีนะ  ทั้งสองคน”

 

 

ฟุริฮาตะสะดุ้ง  ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า  แต่เหมือนมีความนัยแปลกๆอะไรสักอย่างซ่อนอยู่ในรอยยิ้มหวานและประโยคนั้น  คำว่า “สนิทกัน”  มันดูมีน้ำหนักแบบที่ทำให้หน้าร้อนวูบวาบด้วยความละอาย  ทั้งตัวเขาและอาคาชิไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักอย่าง  ที่บอกว่าเป็นเพื่อนกันนั่นก็เป็นความจริง  ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะละอายเรื่องอะไร  แต่เขากลับรู้สึกไม่ดีกับคำพูดของอายูมิซังเอาเสียเลย....อาคาชิก็คงเหมือนกัน  เพราะมือข้างนั้นกระชับข้อมือของเขาแน่นขึ้นจนรู้สึกได้เลยทีเดียว

 

 

“อายูมิซัง...มาเที่ยวหรือครับ”

 

 

รู้สึกว่าเข้าหน้าไม่ติดเหมือนเคย  ทั้งที่มันก็เป็นแค่ประโยคธรรมดา แต่ฟุริฮาตะกลับรู้สึกเหมือนเป็นวัวสันหลังหวะ  ขยับตัวนิดๆมาบังมือที่ถูกอาคาชิจับเอาไว้  แต่....

 

 

“ใช่จ้ะ...มากับเพื่อนน่ะ  แล้วนี่มากันแค่ 2 งั้นเหรอ”

 

“เอ่อ...ใช่ครับ”

 

 

ไม่หลุด...ทำไมอาคาชิถึงไม่ยอมปล่อยมือ

 

ฟุริเหลือบมองคนที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยสายตาเป็นกังวล  ใบหน้าอาคาชิยังคงเรียบนิ่ง  ไม่หันมาสบตาเลยแม้แต่นิดเดียว  แต่มือที่เกาะกุมข้อมือของเขาไว้บีบแน่นจนรู้สึกเจ็บ  ยิ่งพยายามบิดหนีมากเท่าไหร่ยิ่งเพิ่มแรงให้แน่นขึ้นเท่านั้น

 

เหงื่อเริ่มผุดซึมขึ้นที่หน้าผาก

 

อะไร...อาคาชิเป็นอะไร

 

ถึงตอนนี้ฟุริฮาตะเริ่มรู้สึกถึงอะไรสักอย่างที่ผิดปกติ...มากๆ

 

 

“....คุง”

 

“.......”

 

“ฟุริฮาตะคุง!”

 

“ครับ!”

 

 

คนถูกเรียกสะดุ้งเฮือก  เหงื่อชื้นไปหมดทั้งมือเพราะต้องบิดหนีโดยระวังไม่ให้อายูมิซังสังเกตเห็นได้ไปด้วย  เลยทำให้เขาออกแรงมากไม่ได้  แต่คนที่จับมืออยู่ไม่ยอมปล่อยก็ยังเพิ่มแรงบีบให้มากขึ้นทุกครั้งที่พยายามขัดขืน  ข้อมือตรงนั้นรู้สึกปวดจนต้องนิ่วหน้า  ไม่ต้องก้มมองก็รู้ว่าอีกไม่นานมันคงขึ้นรอยแดง

 

อายูมิเลิกคิ้วนิดๆ  มองเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่เสหลบตา

 

 

“เหม่ออะไรอยู่  พูดอะไรไม่เห็นจะสนใจฟังเลย”

 

“ข...ขอโทษครับ”

 

“ฟุริฮาตะคุงล่ะก็...ช่างเถอะ!  นี่...ไปเดินที่ยวด้วยกันไหมล่ะ  ยังไงก็มากันแค่ 2 คนไม่ใช่เหรอ”

 

“เอ๋?”

 

“ว่ายังไง  สนใจไหม  ทางนี้ก็กำลังเบื่ออยู่เหมือนกัน  เพราะว่าเพื่อนฉันน่ะติดธุระอยู่ทางนู้นไม่ยอมเสร็จสักที  เราไปเที่ยวกันก่อนดีกว่าเนอะ”

 

 

 

“คงต้องขอปฏิเสธ”

 

 

 

ฟุริฮาตะรู้สึกตกใจนิดหน่อย  เมื่อเสียงนุ่มดังขึ้นจากปากอาคาชิเป็นประโยคแรกหลังจากที่เจอกับอายูมิซัง  ทั้งที่น้ำเสียงนั้นก็คุ้นหูเพราะได้ยินมาเป็นประจำทั้งเวลาเจอตัวจริงและคุยโทรศัพท์กันแท้ๆ  แต่กลับมีอะไรบางอย่างที่ต่างออกไป  มันเย็นเยียบ  ฟังแล้วรู้สึกขนลุกซู่  แม้ไม่ได้เป็นคนที่ถูกน้ำเสียงแบบนั้นพูดใส่ก็ตาม 

 

เด็กสาวชะงักไปนิดหน่อยแต่ก็ยังรักษารอยยิ้มหวานเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

 

 

“ทำไมล่ะคะ  ไปเที่ยวด้วยกันเยอะๆสนุกออก”

 

“กลับไปเที่ยวกับเพื่อนคุณซะ  ที่นี่ไม่มีอะไรที่คุณอยากได้หรอก”

 

 

นัยน์ตาจริงจังและทรงอำนาจแบบที่ฟุริไม่เคยเห็นมาก่อน  เหมือนว่าอาคาชิกำลังมีความคิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว  และนั่นมันก็ทำให้รู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย 

 

มือที่รั้งอีกฝ่ายไว้กับตัวกระชับแน่น  อาคาชิดึงฟุริทำท่าจะก้าวสวนขึ้นไปโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยลา  คนถูกลากตกใจจนได้แต่อ้าปากค้าง  แต่อายูมิกลับไม่ทำแค่นั้น   เดินหน้าไปได้เพียงก้าวเดียว  เธอก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

 

 

“ดูท่าจะหวงกันน่าดูเลยนะคะ”

 

 

น้ำเสียงยังหวาน  แต่ทำให้ฟุริหน้าซีดด้วยลางสังหรณ์บางอย่าที่ตะโกนก้องว่าเด็กสาวนามอายูมิกำลังหาเรื่องใส่ตัวกับคนที่ไม่สมควรที่สุด

 

 

 

“หวงขนาดนี้  หรือว่าจะไม่ใช่แค่เพื่อนกันกันแน่นะ”

 

 

 

อาคาชิชะงักฝีเท้า  ไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้เพียงสักนิด  แต่ฟุริฮาตะรู้...ด้วยแรงบีบตรงข้อมือข้างขวาที่บอกว่าอาคาชิกำลังโกรธ

 

 

“เป็นแต่เพื่อนหรือไม่มันไม่ใช่เรื่องของคุณ  อะไรที่ผมสั่งให้ทำ...หมายความว่าคุณต้องทำ  เรื่องอื่นนอกเหนือจากนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องสอดหน้าเข้ามาอยากรู้”

 

 

เรียบนิ่ง...เฉียบขาด...

 

 

ทั้งน้ำเสียงและสายตามันทำให้เด็กสาวที่ถูกมองชะงักและสั่นไปได้ทั้งตัว  นี่น่ะหรืออำนาจของอดีตกัปตันทีมบาสเทย์โควที่รวบรวมคิเซกิเซไดไว้ในกำมือได้อย่างง่ายๆ  อาคาชิมีเสน่ห์ของผู้นำ...สิ่งที่ฟุริรู้มาตั้งแต่แรกที่ได้เจอหน้ากันอยู่แล้ว  คนๆนี้เป็นคนที่แม้ไม่ได้ทำอะไรเลยก็มีคนพร้อมจะรายล้อมและรับฟัง  เพียงแค่ยิ้มและน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ออกคำสั่ง  อาคาชิก็ทำให้ทุกคนวิ่งตามได้โดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ  และในทางกลับกัน...เมื่อมีด้านที่นุ่มนวลก็ต้องมีอีกด้านหนึ่งที่แข็งกร้าวเอาไว้สำหรับ “สุนัขที่ไม่ยอมเชื่อฟัง”

 

เขากำลังได้เห็นด้านนั้น...ด้านที่น่ากลัวของอาคาชิ  เซย์จูโร่ที่ตั้งแต่แรกจนบัดนี้อีกฝ่ายยังไม่เคยเปิดเผยให้เห็ฯอย่างจริงๆจังๆมาก่อน

 

 

ฟุริฮาตะเป็นสายตาของอายูมิซังลังเล  แม้จะมีร่องรอยความหวาดกลัวในแววตา  แต่เรียวขาสวยบนรองเท้าส้นสูงข้างนั้นก็ยังไม่ก้าวถอยไป

 

อาคาชิหรี่ตาลง  เหมือนอุณหูภูมิในสายตานั้นจะลดลงไปอีกหลายองศา  มือแกร่งดึงข้อมือฟุริให้เดินตาม  วินาทีที่ผ่านร่างเล็กบาง  กัปตันทีมราคุซันก็ทิ้งสายตาคมกริบให้กับเด็กสาวที่ยังยืนนิ่งงัน

 

 

 

“คนที่ท้าทายอำนาจของฉัน  ไม่ว่ามันจะเป็นใครฉันจะไม่ละเว้นทั้งนั้น”

 

 

 

ขาดคำ  ร่างบอบบางของอายูมิก็ทรุดฮวบลงกับพื้นเหมือนหุ่นกระบอกที่โดนตัดเชือก  ฟุริฮาตะเบิกตากว้าง

 

 

“อายูมิซัง!!!”

 

 

ตั้งใจจะถลาเข้าไปหาแต่กลับโดนกระชากกลับ  แล้วลากพรวดๆให้พ้นจากตรงนั้นทันที

 

 

“อาคาชิ!!”

 

 

ฟุริฮาตะร้องเสียงหลง  แต่คนถูกเรียกไม่ฟังเสียง  อาคาชิกระชับข้อมือฟุริไว้แน่น  อีกฝ่ายจะเอ่ยปากว่าเจ็บก็ไม่มีท่าทีว่าจะผ่อนแรง  ฟุริหันกลับไปมองรุ่นพี่สาวที่ตนเองเคยหลงใหล  ร่างงามระหงยังคงทรุดอยู่ที่เดิม  เขามองไม่เห็นใบหน้าเธอว่าเป็นอย่างไร  แต่ศีรษะนั้นก้มลงและไหล่ของเธอสั่นสะท้าน  ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเลย  ดูเหมือนยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองด้วยซ้ำ

 

 

“อาคาชิ! นี่!  เดี๋ยวก่อนสิ”

 

 

ท่าทีของอาคาชิเปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ  เด็กหนุ่มบังคับให้เขาเดินออกห่างคินคะคุจิโจวไปเรื่อยๆเหมือนมุ่งหน้าไปยังทางออกโดยที่ยังไม่ได้เข้าไปดูภายในกันเลยแม้แต่น้อย  คนถูกลากวางมือทับลงไปบนมือหนาที่เกาะกุมตัวเองไว้เพื่อแกะออกอย่างตกใจ  คิ้วเรียวของอาคาชิขมวดฉับ  เพิ่มแรงบีบมากขึ้นจนฟุริฮาตะหลุดเสียงร้อง  หางตามีน้ำเอ่อคลอ  ยิ่งดิ้นอาคาชิยิ่งบีบแน่น  ไม่สนใจว่าใครจะมองแค่ไหนหรือคนข้างหลังจะร้องว่าเจ็บอย่างไร  กัปตันทีมราคุซันใช้มืออีกข้างที่ว่างหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง  กด 2-3 ครั้งแล้วโทรออก  ไม่ถึงอึดใจอีกฝ่ายก็รับสาย  เสียงเย็นเยียบสั่งอะไรสั้นๆก่อนตัดทิ้ง

 

ทันทีที่ลากฟุริฮาตะมาจนถึงหน้าประตูใหญ่  โรลส์รอยซ์คันหรูก็ปราดเข้ามารับอย่างรวดเร็ว

 

มือแกร่งเหวี่ยงวูบเดียวส่งตัวฟุริฮาตะเข้าไปในรถ  ก้มตัวตามลงมาแล้วปิดประตูดังปัง!!

 

 

“ขับไป!”

 

 

สิ้นคำสั่ง....แม้ไ