[HanaKuro] Akatsuki no ito ll 03

posted on 13 Sep 2015 19:22 by uxmishiz in HanaKuro directory Fiction

 

 

 

 

 

 

 

(Akatsuki no Ito)


 

 

 

Fandom : Kuroko no Basuke

Pairing : Hanamiya Makoto X Kuroko Tetsuya

Rating : PG

Story by : CoffeeMate in D

 

 

 

 

 

 

 

[3]

 

 

 

 

 

 

 

ร่างเล็กบางในชุดยูคาตะเก่าซอมซ่อนั่งแกว่งเท้าอยู่บนขอนไม้ชายป่า  ในมือมีใบไม้ใบหนึ่งที่เมื่อใช้ 2 นิ้วคีบมาชิดริมฝีปากแล้วออกแรงเป่าก็จะทำให้เกิดเป็นเสียงเพลง  ชายอีกคนที่ตัวสูงกว่านั่งอยู่ใกล้ๆ  ดูจากชุดที่สวมใส่บ่งบอกฐานะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  หากระหว่าง 2 คนนี้ไม่ได้มีความรู้สึกของการแบ่งแยกฐานันดรศักดิ์แต่อย่างใด  พวกเขาเพียงแค่นั่งอยู่ข้างกันโดยไม่มีคำพูดใดๆ แลกเปลี่ยน  เหมือนความเงียบไม่ได้ทำให้อึดอัดใจ  ครู่หนึ่งคนตัวเล็กก็กระโดดลงจากขอนไม้  จากตรงนี้หากเดินไปอีกหน่อยก็จะถึงชายป่า  มีทุ่งหญ้าเล็กๆ ที่นั่งเดินทางหรือพ่อค้าชอบนำม้ามาหยุดพัก  พอคนหนึ่งเริ่มออกเดิน  อีกคนก็ลุกขึ้นตามไปด้วยโดยไม่ต้องเอ่ยปากแต่อย่างใด

 

ลัดเลาะไปตามแนวป่า  ที่ทุ่งหญ้าซึ่งมองเห็นได้ผ่านช่องว่างของต้นไม้นั่นมีม้าตัวสีขาวเดินเล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์โดยไม่มีใครสนใจมัน  มือ 2 ข้างไม่ได้เกาะเกี่ยว  มีเพียงสายตาที่ประสานกันบ่อยครั้งยามร่างบางขยับริมฝีปากเล่าเรื่องราวต่างๆ  ชายหนุ่มผมสีดำสนิทที่ดูน่าจะมีอายุมากกว่าราวปีหรือ 2 ปีเป็นผู้ฟังอยู่เงียบๆ  แต่มุมปากนั้นยกขึ้นน้อยๆ เป็นรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา

 

ผ่านไม้พุ่มหนึ่ง  ดวงตาเรียวรีบอกลักษณะของคนฉลาดแต่มีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ในทีก็สังเกตเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่เป็นกอเตี้ยแนบติดดิน  ดอกของมันมีสีและลักษณะประหลาดทำให้ต้องหยุดมอง  อีกคนที่อยู่ข้างๆ คว้ากิ่งไม้มาตีนู่นตีนี่เที่ยวเล่นไปเรื่อย  ไม่ทันสังเกตว่าคนที่เดินมาคู่กันย่อตัวลงใช้มีดสั้นที่เหน็บติดเอวบรรจงตัดดอกไม้ช่อหนึ่งลุกยืนขึ้นมาแล้ว

 

 

เมื่อได้ยินเสียงเรียก  คนตัวเล็กหันกลับมาเห็นมือใหญ่ที่ยื่นบางสิ่งมาให้แล้วเบิกตากว้างนิดๆ  ดอกไม้ในมือนั้นเป็นสีม่วงสวย  ก้านสีเขียวเข้มตั้งตรง  กลีบดอกที่เกาะกลุ่มรวมกันอยู่นั้นมีลักษณะเป็นเหมือนกระดาษย้อมสี  ดูราวกับเป็นดอกไม้ประดิษฐ์  แต่ก็ไม่ใช่

 

มือขาวยื่นไปรับมันมาดูอย่างสนอกสนใจ  เมื่อชายร่างสูงกล่าวอะไรสักอย่าง  ใบหน้านั้นก็เงยขึ้นแล้วแย้มรอยยิ้มงดงาม

 

 

ดอกไม้สีม่วงสั่นไหวอยู่ในมือเล็กที่ประคองมันอย่างทะนุถนอมนั่นเอง

 

 

 

 

.

.

.

.

.

.

.

 

 

 

 

การฝึกซ้อมในวันที่ 2 เป็นการซ้อมที่แยกกันไปตามตำแหน่ง  คุโรโกะที่เป็นกรณีพิเศษไม่แน่ใจว่าอยู่ตำแหน่งไหนกันแน่ถูกส่งให้ไปอยู่กับทาง PG เพราะอย่างน้อยรูปแบบการเล่นก็เป็นประเภท Game maker เหมือนกัน  บรรดาตัวจริงของเซย์รินที่อยู่ในกลุ่มนี้มีเขา  ฟุริฮาตะ  และอิซึกิเซมไป  นอกจากนี้ทาคาโอะ  คาซึนาริจากชูโตคุก็อยู่ในกลุ่มนี้เหมือนกันด้วย  (อีกฝ่ายตรงเข้ามาทักทันทีที่คุโรโกะก้าวเข้ามาในโรงยิม  นับว่าสมแล้วที่ได้ฉายาว่าฮอล์คอาย)  นอกจากนี้ก็ยังมี PG ของทีมอื่นๆ ที่คุ้นตาบ้าง  ไม่คุ้นตาบ้าง  แต่ที่แน่ๆ  1 ในจำนวนนั้น  ย่อมมีฮานามิยะ  มาโคโตะรวมอยู่ด้วย

 

เป็นครั้งแรกที่ได้ฝึกซ้อมร่วมกัน  จำนวนคนที่น้อยลงทำให้สังเกตเห็นอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น  ฮานามิยะดูมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ต่างไปจากเดิม  หน้ากากนักเรียนดีเด่นที่อีกฝ่ายติดเอาไว้บนใบหน้าอย่างแน่นหนาดูเหมือนจะยังไม่ได้ถอดวางลง  คุโรโกะเห็นกัปตันทีมของคิริซากิไดอิจิเก็บบอลให้เด็กปี 1 ต่างโรงเรียนอย่างมีน้ำใจ  มิหนำซ้ำยังให้คำปรึกษาคร่าวๆ เรื่องของการฝึกซ้อม  และตอบคำถามเมื่อถูกถามอีกด้วย  แต่หลังจากที่ Point Guard คนนั้นเดินจากไป  นัยน์ตาสีน้ำตาลอมเทาที่เคยทอประกายอ่อนโยนก็ดูจะเหมือนไปทันที

 

คุโรโกะรู้สึกขนลุกนิดหน่อย  ในขณะที่ทาคาโอะที่บังเอิญมองอยู่เหมือนกันกำลังหัวเราะจนตัวงอ

 

 

“นั่นมันอะไรกันน่ะ  เคยได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาบ้างเหมือนกันนะ  แต่เพิ่งเคยเห็นของจริงเป็นครั้งแรกก็วันนี้นี่แหละ  สุดยอดไปเลยแฮะ”

 

 

พักใหญ่เลยทีเดียวกว่าคู่หูของมิโดริมะ  ชินทาโร่จะหยุดหัวเราะแล้วยืดตัวขึ้นปาดน้ำตาได้

 

 

“ปกติเป็นแบบนี้ตลอดเลยเหรอ  นั่นน่ะ

 

 

แม้ไม่ต้องระบุว่าสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าคนที่ทาคาโอะพูดถึงต้องเป็นคนเดียวกับที่ตอนนี้คว้าลูกบาสแล้วเดินดุ่มๆ ลงสนามอีกรอบเพื่อป้องกันปี 1 คนไหนที่จะเข้ามาทักอีกแน่ๆ

 

 

“ไม่ทราบครับ”

 

 

คุโรโกะตอบตามความจริง  เพราะเขาไม่เคยเจออีกฝ่ายนอกสนาม  ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนอยู่ที่โรงเรียนฮานามิยะ  มาโคโตะมีลักษณะอย่างไร  ครั้งเดียวที่ได้คุยกันนอกสนามครั้งนั้นฮานามิยะก็ไม่ได้ใส่หน้ากากอยู่เสียด้วย

 

 

“แต่คิดว่าก็น่าจะประมาณนี้ไม่ใช่หรือครับ”

 

 

มองร่างที่สูงกว่าเขา 11 เซนติเมตรที่ยืนอยู่กลางสนามแล้วให้ความรู้สึกแปลกประหลาด  นับว่านี่เป็นครั้งแรกที่คุโรโกะมีโอกาสได้เห็นฮานามิยะซ้อมบาสเก็ตบอล  แม้ปากจะพูดอย่างนั้นอย่างนี้  แต่อีกฝ่ายก็ดูเอาจริงเอาจังกับการฝึกน่าดู  ใบหน้าที่หากไม่พ่นคำพูดโหดร้ายออกมาก็นับว่าเป็นคนที่ดูดี  ฮานามิยะยามใส่หน้ากากนักเรียนดีเด่นจะมีสีหน้าที่นุ่มนวล  มองแล้วให้ความรู้สึกอุ่นใจ  ขัดแย้งกับตัวตนจริงๆ ที่อยู่ข้างในโดยสิ้นเชิง  เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีดีแค่หน้าตาแต่นิสัยเหลือรับก็ว่าได้   ถ้ามองแต่ภายนอกอย่างเดียว  ฮานามิยะก็คงจะเป็นคนที่เนื้อหอมในโรงเรียนพอดู  หน้าตาดี  บ้านมีฐานะ  เรื่องเรียนก็ได้ยินมาจากคิโยชิเซมไปว่าไม่เคยตกจาก 1 ใน 3  อันดับท็อปของโรงเรียนเลยสักครั้ง  ยังไม่รวมไปถึงนิสัยสุภาพอ่อนโยนที่เจ้าตัวจงใจแสดงให้คนอื่นเห็นเป็นแบบนั้นด้วย  คนที่จะมองแต่ภายนอกแล้วตกหลุมรักเปลือกปลอมๆ ที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นคงมีจำนวนไม่น้อย   หรืออาจจะไม่มีวันได้รู้ความจริงเลยตราบจนวันสุดท้ายที่ฮานามิยะหมดธุระกับพวกเธอและเขี่ยทิ้งแล้วก็ได้

 

คุโรโกะมองอีกฝ่ายเงียบๆ ด้วยนิสัยชอบสังเกตคน  ถึงจะไม่ชอบสไตล์การเล่นบาสเก็ตบอลของอีกฝ่ายก็ตาม  แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฟอร์มการเล่นของฮานามิยะนั้นสวยมากจริงๆ  อาจจะไม่งดงามสมบูรณ์แบบเท่ากับฮิมุโระ  ทัตสึยะ  แต่พื้นฐานการเล่นที่ดีมาตั้งแต่ต้น  สายตาที่เฉียบคม  การส่งลูกที่เด็ดขาดก็เพียงพอแล้วที่จะดึงดูดสายตาของคนทั่วไป  ยังไม่รวมไปถึงลูกชู้ตที่อีกฝ่ายถนัดที่สุดท่านั้น  ได้เห็นซ้ำอีกครั้งคุโรโกะก็ยังมั่นใจ 

 

 

แม้จะเกลียดวิธีการเล่นบาสของฮานามิยะขนาดไหน  แต่คุโรโกะก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า  เขาชอบ Tear drop ของอีกฝ่ายมากจริงๆ

 

 

ส่วนเรื่องมันสมองก็ไม่น้อยหน้า  การฝึกซ้อมของ PG จะมีช่วงหนึ่งที่เป็นสถานการณ์สมมุติให้ทุกคนวางแผนการทำ Game make ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่กำหนดเอาไว้ให้  ต้องคิดว่าหากเรากำลังอยู่ในตำแหน่งนี้  ขณะที่กระแสของเกมเป็นแบบนี้  จะส่งลูกไปที่ไหน  หรือทำอย่างไรจึงจะเกิดข้อได้เปรียบให้กับทีมมากที่สุด

 

ความคิดเห็นของฮานามิยะ  มาโคโตะนั้น  แม้แต่อิซึกิที่นั่งฟังอยู่ด้วยยังเอ่ยปากว่าน่าสนใจ  ด้วย IQ ที่สูงจนเรียกได้ว่าเข้าขั้นอัจฉริยะ  ฮานามิยะจึงสามารถประมวลผลการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของทีมตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ  ในการแข่งขันจริงเซย์รินก็เคยประสบกับตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่ง  ด้วยการเคลื่อนไหวที่ประสานกันอยูของคิริซากิไดอิจิทำให้ลูกของฝ่ายเขาถูกขโมยไปได้หมดทุกทาง  หากเล่นเป็นทีมตามแผนเดิมที่ถูกอีกฝ่ายมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วละก็  คงไม่มีทางที่จะหนีพ้นจาก “Kumo no su (ใยแมงมุม)” ของฮานามิยะไปได้  แต่ครั้งนั้นเซย์รินมีคุโรโกะที่เป็นผู้เล่นพิเศษ  สามารถเปลี่ยนทิศทางของบอลไปทางไหนก็ได้อย่างที่ใจคิด  การแข่งขันในครั้งนั้นเซย์รินจึงเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะมาในที่สุด 

 

 

 

 

 

“........ขอโทษครับ”

 

 

คุโรโกะยืนทำหน้าเรียบเฉยอยู่ด้านหลังคนตัวสูงกว่า  คิดอยู่ครู่หนึ่งเลยทีเดียวก่อนตัดสินใจส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายได้ในที่สุดเมื่อลูกบาสเก็ตบอลที่เขาถืออยู่เกิดหลุดมือกลิ้งไปอยู่แทบเท้าฮานามิยะพอดี  เด็กหนุ่มผมสีดำสนิทเหมือนจะไม่สังเกตเห็นในทีแรกเพราะมัวแต่ก้มหน้าอ่านเอกสารที่อยู่ในมือ  พอได้ยินเสียง  ฮานามิยะหันกลับมาเหมือนจะตกใจอยู่นิดๆ แต่ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าเท่าไหร่นัก  มองตามสายตาของคุโรโกะไปก็เจอเข้ากับลูกบาสที่อยู่ข้างๆ ตัวเองพอดี  แรกทีเดียวคุโรโกะไม่ได้หวังว่าจะให้อีกฝ่ายก้มลงเก็บให้หรอก  เพียงแต่จะขอให้ช่วยขยับไปอีกหน่อยเท่านั้น  แต่เรื่องไม่น่าเชื่อที่เกิดขึ้นคือ  ฮานามิยะ  มาโคโตะก้มลงหยิบลูกบาสสีส้มขึ้นมาโดยไม่พูดอะไรสักคำ  แถมยังยื่นมาให้เขาอีกด้วย

 

 

“เอาไปสิ”

 

 

ช่วงเวลาระหว่างที่คุโรโกะกำลังคิดว่าจะยื่นมือออกไปรับดีหรือไม่ดีคงยาวนานเสียจนอีกฝ่ายต้องเอ่ยปากเร่ง  ผู้เล่นมายาของเซย์รินจึงต้องรีบรับลูกบาสลูกนั้นเอาไว้ก่อน

 

 

“ขอบ.......”

 

 

จะเอ่ยปากขอบคุณตามนิสัยคนมีมารยาท  อีกฝ่ายก็หันหลังเดินไปเสียแล้ว

 

 

คุโรโกะนึกหงุดหงิดขึ้นมาถนัดใจ  หากเขาเป็นคางามิคุงละก็  ป่านนี้คงสบถภาษาอังกฤษสักคำ 2 คำออกมาแล้ว  เสียดายที่คาแรกเตอร์ของเขาไม่ใช่แบบนั้น  เลยทำได้แค่รู้สึกขุ่นๆ อยู่ในใจโดยที่สีหน้ายังเรียบเฉยอยู่เหมือนเดิม

 

 

“อะไรล่ะนั่น  โดนงอนอยู่เรอะ”

 

 

เมื่อเดินถือลูกบาสกลับมาหาทาคาโอะ  คาซึนาริ  คุโรโกะก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังใช้ 2 มือกุมท้องกลั้นหัวเราะอย่างสุดชีวิตอยู่อีกแล้ว

 

 

“..........นั่นสินะครับ”

 

 

ยิ่งได้ยินคุโรโกะตอบอย่างนั้นทาคาโอะก็ยิ่งหัวเราะใหญ่

 

 

“คุโรโกะ  อารมณ์บ่จอยเลยนี่นา  อะไรน่ะ  งอนกันอยู่จริงๆ เหรอ”

 

“ไม่ทราบเหมือนกันครับ”

 

“หือ?  แล้วคุโรโกะกับฮานามิยะเซมไปทะเลาะอะไรกันล่ะ  แต่ว่านายกับเขานี่ไม่น่าจะมีเรื่องให้ทะเลาะจนถึงขั้นงอนกันได้เลยนะ  แถมคุโรโกะยังดูธรรมดาๆ  แล้วคนที่โกรธเหมือนว่าจะเป็นทางนั้นเสียด้วยสิ  หรือจริงๆ แล้วคุโรโกะกับฮานามิยะเซมไปสนิทกันมากกว่าที่ฉันรู้?”

 

 

ทาคาโอะยกนิ้วชี้ขึ้นแตะปลายคางแล้วแกล้งเอียงคอทำท่าน่ารัก  ในใจคุโรโกะนึกอยากจะตอบว่าไม่เลยสักนิด  แต่มันสะกิดใจเรื่องหนึ่งขึ้นมาเสียก่อน

 

 

“ฮานามิยะเซมไป?”

 

“หืม?  ทำไมเหรอ  ถึงจะไม่ใช่คนที่น่าเคารพสักเท่าไหร่  แต่อย่างน้อยโตกว่าปีนึงก็ต้องเรียกเซมไปใช่ไหมล่ะ  อา....แต่จะว่าไปก็ไม่ใช่รุ่นพี่โรงเรียนฉันสักหน่อย  เรียกแค่ฮานามิยะซังก็น่าจะพอแล้วมั้ง?........หือ?”

 

 

สังเกตเห็นสีหน้าช็อคๆ ของคนที่คุยด้วยทาคาโอะก็เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง

 

 

“ทำไมเหรอ  อย่าบอกนะว่าไม่รู้?”

 

“เหมือนจะเคยรู้แล้ว  แต่ลืมไปซะสนิทเลยครับ”

 

“โหดร้าย!!”

 

 

ทาคาโอะหัวเราะกร๊ากขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

“ถึงจะไม่ถูกกันยังไง  แต่อีกฝ่ายก็เป็นรุ่นพี่  ถ้าไม่สุภาพเอาไว้ก่อนเดี๋ยวจะโดนดุเอาได้นา”

 

“ครับ”

 

 

พูดแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าถ้าหากอีกฝ่ายเคยแข่งกับเซย์รินเมื่อปีก่อนก็ต้องเป็นรุ่นพี่อยู่แล้ว  ความจิรงมันก็เป็นเรื่องที่เดาได้  แต่เพราะเมื่อเปรียบเทียบฮานามิยะกับคิโยชิแล้วฝ่ายแรกดูไม่ให้ความรู้สึกเป็นผู้ใหญ่สักเท่าไหร่  เขาเลยลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท  แต่โดยปกติคุโรโกะก็เรียกฮานามิยะว่าฮานามิยะซังอยู่แล้ว  เรื่องที่จะถูกดุว่าไม่มีมารยาทคงไม่ต้องห่วง  (หรือต่อให้ถูกฮานามิยะดุจริงๆ เขาก็คงไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเท่าไหร่  จะกลัวก็แต่คิโยชิที่ว่าเมื่อไหร่ก็เป็นคนอ่อนโยนตลอดเวลาจะเป็นคนดุเอาเองเท่านั้นแหละ)

 

 

“ว่าแต่  สรุปว่าทะเลาะกันจริงๆ เหรอ”

 

“เปล่าครับ  อันที่จริงหลังจาก Winter cup ปีที่แล้วผมก็ไม่เคยเจอฮานามิยะซังอีกเลยด้วยซ้ำ”

 

“อ้าว  ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงโดนเมินได้ล่ะ  ไม่เห็นมีเหตุผลเลย”

 

“ไม่ทราบเหมือนกันครับ”

 

 

คุโรโกะพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่จริงๆ แล้วกำลังรู้สึกรำคาญใจอยู่พอสมควร  เขาจำไม่ได้สักนิดว่าตัวเองเคยทำอะไรให้ถูกเกลียดตอนไหน  อันที่จริงถึงจะโดนเกลียดก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเท่าไหร่หรอก  เพียงแต่ว่ามันคาใจเท่านั้น  ด้วยนิสัยที่เป็นผู้ชายแบบสุดๆ ของคุโรโกะทำให้เขาเป็นคนประเภทที่ว่า  จะเกลียดกันก็ได้  แต่ขอให้มาพูดตรงๆ  เป็นเพราะสาเหตุอะไรก็พูดกันซึ่งๆ หน้าให้เคลียร์ไป  ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็ทำเมินเฉย  ทั้งที่เห็นเขาด้วยซ้ำแต่จงใจทำเย็นชาใส่  แบบนี้เหมือนกับเขาเป็นคนที่ทำผิดเลยไม่ใช่หรือไง  ทั้งที่คุโรโกะมั่นใจว่าเขาไม่เคยทำอะไรให้ฮานามิยะเลยแท้ๆ  และหากจะพูดกันตามจริงแล้ว  ทางฝ่ายนี้ต่างหากที่สมควรเป็นคนโกรธด้วยซ้ำ

 

 

“แปลกๆ ดีอยู่เหมือนกันเนอะ  น่าสนใจ”

 

 

ทาคาโอะหัวเราะหึๆ  คุโรโกะเหลือบมองคู่หูของมิโดริมะที่ดูเหมือนจะหาความสุขได้จากทุกสิ่งแล้วก็รู้สึกทึ่งกับวิธีการดำเนินชีวิตของอีกฝ่ายนิดๆ  ก่อนทั้ง 2 คนจะพากันเดินเข้าไปในสนามเมื่อนกหวีดดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าได้เวลาฝึกซ้อมของกลุ่มต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

ฮานามิยะ  มาโคโตะรู้สึกว่าชีวิตในวันนี้ของเขาดูวุ่นวายอย่างน่าประหลาด

 

 

เขาไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ ว่าตัวเองกำลังถูกจ้องอยู่ตลอดเวลา  แม้ตัวตนจะจืดจางแต่สายตาที่ถูกส่งมาจากดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้เลือนรางไปด้วย  เกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้  วันนี้ทั้งวันเขาถึงได้รู้สึกเหมือนโดนคุโรโกะจ้องมองอยู่ตลอดเวลา  แม้จะทำเป็นไม่สนใจแล้ว  แต่ก็ยังไม่วายรู้สึกถึงสายตานั้นจนได้  มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดผสมกับกระวนกระวายแปลกๆ  และเมื่อหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมก็ยิ่งพาลทำให้รู้สึกหงุดหงิดไปด้วย

 

ปกติเด็กนั่นไม่เคยเห็นอยากจะมาสนใจอะไรเลยแท้ๆ  แล้วทำไมวันนี้ถึงได้มองนัก  ไหนจะยัง PG ของชูโตคุที่ร่วมด้วยช่วยกันส่งสายตามาทางนี้ได้ไม่มีหยุดหย่อนอีกต่างหาก  แล้วไอ้ที่ชอบซุบซิบอะไรกันตอนมองมาทางนี้บ่อยๆ น่ะมันเป็นเรื่องของเขาแน่ๆ  ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นอยากจะสนใจ  แล้ววันนี้ผีอะไรมันเข้าสิงคุโรโกะ  เทตสึยะกัน

 

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด  ประกอบกับเด็กชูโตคุนั่นยิ่งนานเข้าก็ยิ่งขยันเหลือบสายตามามองเขาพร้อมรอยยิ้มกริ่มบ่อยเสียเหลือเกิน  แถมเปิดช่องเมื่อไหร่ก็ดูเหมือนพร้อมจะเดินเตร่เข้ามาตลอดเวลาอีกต่างหาก  วันนี้ทั้งวันฮานามิยะจึงต้องเหนื่อยกว่าเดิมเป็น 2 เท่า  และเจ้าอารมณ์ขึ้นกว่าเดิมอีก 2 เท่า  จนเรียกได้ว่าตัวจริงอีก 4 คนที่เหลือของคิริซากิไดอิจิต่างเข้าหน้ากันแทบไม่ติดเลยทีเดียว

 

 

ตอนเย็นหลังการฝึกซ้อมมีเวลาว่างก่อนอาหารอยู่ครู่หนึ่ง  ฮานามิยะเดินออกมาข้างนอกเพื่อปรับอารมณ์  อดไม่ได้ที่จะนึกไปถึงตัวการที่ทำให้เขาต้องทำอะไรแบบนี้เปรียบเทียบกับเมื่อครั้งอดีตที่อยู่ในภาพจำ

 

 

ครั้งก่อนนั้นคุโรโกะก็มีบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับตอนนี้  เพียงแต่พูดเก่งกว่า  แสดงอารมณ์มากกว่า  แม้ความจืดจางจะพอๆ กัน  แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเย็นชา  เป็นเหมือนธารน้ำจากภูเขาสูงที่เกิดจากหิมะละลายในฤดูใบไม้ผลิ  เป็นความเย็นฉ่ำที่มาพร้อมกันกับความอบอุ่นมากกว่า  และที่สำคัญ  คนในคราวก่อนนั้นทั้งน่ารักและอยู่ในโอวาท  แถมยังเชื่อฟังที่เขาพูดทุกคำ  แตกต่างจากคราวนี้ 

 

แววตาเย่อหยิ่งถือดีกับบรรยากาศราวกับก้อนน้ำแข็งเดินได้นั้นไม่น่ารักเลยสักนิด  แค่มองตาอีกฝ่ายฮานามิยะก็รู้แล้วว่าเด็กคนนี้เป็นคนดื้อรั้นและหัวแข็ง  อะไรที่ตัดสินใจไปแล้วจะไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงได้อีก  เมื่อรวมไปถึงสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคุโรโกะตอนนี้แล้ว  คิดว่าไม่ใช่แค่ไม่ฟังเท่านั้น  โอกาสที่อีกฝ่ายจะเถียงเขาฉอดๆ จะมีสูงอีกด้วย

 

 

แต่จะว่าคุโรโกะฝ่ายเดียวก็ไม่ได้  ในเมื่อเขาเองก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน

 

 

ฮานามิยะในครั้งที่แล้วทั้งอ่อนโยนใจดี  เป็นพี่ชายที่พึ่งพาได้  แต่ในคราวนี้นิสัยพวกนั้นเป็นเพียงเปลือกนอกของเขาเท่านั้น  เพราะฮานามิยะเรียนรู้แล้วว่าความอ่อนโยนไม่เคยช่วยชีวิตใครได้

 

ดวงตาสีน้ำตาลอมเทากร้าวแข็งเมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์สุดท้ายที่เด่นชัดที่สุดในความทรงจำ  บทเรียนที่ฝังใจมาจนกระทั่งถึงตอนนี้  หากการเป็นคนดีทำให้ปกป้องสิ่งสำคัญเอาไว้ไม่ได้  เขาก็ขอเลือกที่จะเป็นผู้ทำลายเสียแต่แรกดีกว่า  โลกนี้มีคน 2 ประเภท  ผู้ช่วงชิงและผู้ถูกช่วงชิง  เขาขอเป็นคนขโมยบางสิ่งบางอย่างมาจากคนอื่น  ก่อนที่ของสำคัญของตัวเองจะถูกขโมยไป

 

 

ฮานามิยะเดินผ่านสวนที่ถูกจัดแต่งสวยงาม  ไม้พุ่มหนึ่งที่อยู่ข้างทางทำให้ชะงักฝีเท้าและก้มลงมอง  ดอกไม้กอเล็กๆ กอหนึ่งกำลังเบ่งบานอยู่ใกล้พื้นดิน  ต้นเดี่ยวที่ขึ้นอย่างไม่เข้าที่เข้าทางนี้เดาด่ามันคงงอกขึ้นมาเอง  ไม่ใช่ความตั้งใจของคนปลูก  ลักษณะของดอกไม้ที่สะดุดตาและแปลกจนจำได้ทำให้ฮานามิยะต้องหยุดมอง  ดวงตาที่เคยเย็นชากร้าวแข็งเมื่อครู่อ่อนลงถนัดเมื่อนึกถึงเรื่องราวเมื่อครั้งก่อนที่มีดอกไม้แบบเดียวกันนี้เป็นส่วนหนึ่งอยู่ในนั้น........สีม่วงเข้ม  กลีบเหมือนกระดาษ  แม้จะตัดออกมาแล้วก็ยังเบ่งบานคงสภาพอยู่ได้ยาวนาน

 

 

ภาพของร่างเล็กบางที่มีรอยยิ้มเต็มแก้ม  ประคองดอกไม้ที่เขาเป็นคนตัดให้ไว้ใน 2 มือนั้นยังประทับแน่นอยู่ในความทรงจำ

 

 

 

 

 

 

 

คุโรโกะ  เทตสึยะหยุดเท้าลงที่หน้าพุ่งดอกไม้จุดเดียวกับที่เคยมีร่างสูงอีกคนยืนอยู่  ดวงตาสีฟ้าอ่อนมองตามแผ่นหลังของฮานามิยะที่เดินหายเข้าโรงแรมไปแล้ว   ก่อนจะหันกับมามองช่อดอกสีสวยด้านล่างแทน  เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ  ยื่นปลายนิ้วไปแตะดอกไม้ประหลาดช่อนั้นแผ่วเบา

 

 

ทีแรกคุโรโกะแค่บังเอิญเห็นฮานามิยะเดินอยู่ข้างนอกเลยมองตาม  เห็นอีกฝ่ายกำลังหยุดดูอะไรบางอย่างแล้วมีสีหน้าอ่อนโยนลงจนไม่น่าเชื่อ  เมื่อกัปตันทีมบวกตำแหน่งโค้ชของคิริซากิไดอิจิเดินจากไปแล้ว  เขาถึงได้ตามมาดูตรงบริเวณนี้ด้วยเพราะความสงสัย

 

คุโรโกะแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าดอกไม้เพียงต้นเดียวจะทำให้คนอย่างฮานามิยะ  มาโคโตะแสดงสีหน้าแบบนั้นออกมาได้  แต่ถ้าบริเวณนี้ไม่มีสิ่งอื่นที่เขาไม่ทันสังเกตเห็นอยู่แล้วละก็  สาเหตุก็น่าจะมาจากดอกไม้นี้จริงๆ

 

 

ปลายนิ้วขาวลูบเบาๆ ที่กลีบดอกนั้นอย่างพินิจพิจารณา  เอียงคอน้อยๆ อย่างรู้สึกประหลาดใจ

 

 

ดอกไม้สีม่วงเข้ม  กลีบแห้งสากราวกับเป็นกระดาษสี  ดอกไม้ที่เหมือนจะเป็นของปลอม  แต่ก็เบ่งบานอยู่จริง  หาใช่ฝีมือของใครที่สร้างขึ้นมา

 

 

คุโรโกะไม่รู้ชื่อของมัน  และไม่เคยเห็นดอกไม้ชนิดนี้มาก่อน  แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด  บางสิ่งบางอย่างบอกเขาว่าเคยสัมผัสดอกไม้ดอกนี้มาแล้ว  เคยมีใครสักคนหนึ่งบอกกับเขา....ถึงชื่อและความหมายของดอกไม้ประหลาดที่มีกลีบเหมือนกระดาษสี

 

 

 

เรื่องราวเหล่านั้นถูกเก็บไว้ ณ. ที่ใดที่หนึ่ง   ลึกๆ ลงไปในความทรงจำ

 

 

 

 

 

 

To be continue .

 

 

 

อาทิตย์หน้าคอฟฟี่เมทไปปราจีนบุรี  ของดลงฟิคซักอาทิตย์นึงนะคะ ^^